บีไอเอส วิตกตลาดการเงินพึ่งพามาตรการอัดฉีด และกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป กลายเป็นอุปสรรคขวางรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปไม่ได้อย่างเต็มที่
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า ธนาคารกลางในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างพยายามทำให้ตลาดบรรเทาความกังวลลงมา ผ่านการดำเนินโครงการซื้อสินทรัพย์ และปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยซื้อเวลาให้รัฐบาลของแต่ละประเทศ ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อให้มีความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้น
แม้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ความผันผวนลดลง และมีการออกหุ้นกู้มากขึ้น แต่ไม่ได้มีการพัฒนาแนวโน้มเศรษฐกิจที่แท้จริงแต่อย่างใด ส่วนใหญ่เป็นเพราะการนำนโยบายการเงิน และการคลัง แบบหลวมๆ เข้ามาใช้
รายงานรายไตรมาสของบีไอเอส ชี้ว่า ข้อเท็จจริงที่ว่า การขับเคลื่อนของตลาดพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง และรัฐบาล มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความกังวลดังกล่าวขึ้นมา
นายสตีเฟน เซคเชตติ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และผู้อำนวยการแผนกการเงิน และเศรษฐกิจของบีไอเอส ระบุว่า มี มีข้อจำกัดอย่างชัดเจนว่านโยบายใดที่สามารถทำได้มากเท่าใด ที่สำคัญคือ การผ่อนคลายนโยบายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากธนาคารกลาง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาด้านโครงสร้างแต่อย่างใด
นับแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ปริมาณหนี้โลก ทั้งจากครัวเรือน กิจการนอกภาคการเงิน และหนี้ภาครัฐโดยรวม มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งนายเซคเชตติ ชี้ว่า การกู้ยืมเพิ่มเติมไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้
นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ กล่าวด้วยว่า เมื่อนโยบายการคลัง และการเงิน ขยับไปจนถึงเพดานจำกัดแล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน อันหมายถึง การลดกำแพงที่จะกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการปรับทิศทางของเงินทุน และการเคลื่อนย้ายของแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกเหนือไปจากการแก้ปัญหาระบบบำเหน็จบำนาญ ประกันสุขภาพ และการศึกษา





