ในช่วงเวลาที่ผู้นำใหม่จีน หาทางหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และการพัฒนาพื้นที่ส่วนในของประเทศ
นักวิเคราะห์บางรายก็ออกมาแสดงความกังวลว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแดนมังกร อาจร่วงลงมาหนักกว่าที่ข้อมูลรัฐบาลบ่งชี้ไว้
นอกจากความวิตกข้างต้นแล้ว ยังมีความกังขาถึงเรื่องที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนให้คำมั่นเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดเสรีภาคเอกชน และยุติการให้กิจการรัฐเป็นผู้ผูกขาดในอุตสาหกรรมสำคัญๆ
ในรายงานที่นำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ ที่เดินทางมาถึงช่วงท้ายของการประชุมนาน 10 วันแล้วนั้น นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ระบุว่า รัฐบาลจีนกำลังเผชิญความเสี่ยง และความท้าทายในแผนการส่งเสริมเสีถียรภาพ และปรับโครงสร้าง เพื่อให้บรรลุเป้าเศรษฐกิจเติบโต 7.5%
เมื่อเดือนที่แล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศมาตรการออกมาเป็นระลอก ที่ออกแบบมาเพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ และส่งเสริมการบริโภค ส่วนหนึ่งของการปรับสมดุลเศรษฐกิจประเทศ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ให้ออกห่างจากการพึ่งพาส่งออกมากจนเกินไป และเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
การส่งเสริมการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ควบคุมคอร์รัปชั่น และการไร้ประสิทธิภาพนั้น รัฐบาลยังประกาศแผนที่จะปรับโครงสร้างการทำงานของกระทรวงให้กระชับมากขึ้นอย่างไรก็ดี อู๋ เชียง นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิงหัว ในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า การปรับโครงสร้างข้างต้น มีเป้าหมายหลักอยู่ที่ความพยายามในการกระตุ้นความนิยมของพรรค
อู๋ บอกด้วยว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปอย่างจำกัด และเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความคิดของสาธารณชน ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น คอร์รัปชั่นน้อยลง และเป็นรัฐบาลที่เน้นบริการมากขึ้นทั้งนี้ ในปีที่แล้ว เศรษฐกิจจีนร่วงลงจากระดับ 9.3% ในปี 2554 มาอยู่ที่ 7.8% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการขยายตัวช้าสุดนับแต่ปี 2542 เป็นต้นมา
สตีเฟน กรีน นักเศรษฐศาสตร์ จากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด แบงก์ ระบุไว้ในรายงานวิจัยที่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้วว่า ธนาคารประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2554 ไว้ที่ 7.2% และแค่ 5.5% ในปี 2555
เหตุผลหลักที่ทำให้ตัวเลขการประเมินดังกล่าวแตกต่างออกไป คือการประเมินเพดานเงินเฟ้อในภาคบริการจีนต่ำเกินไป ตัวอย่างเข่น ข้อมูลของรัฐบาลจีน ไม่ได้รวมราคาค่าเช่าบ้านไว้ด้วย ทั้งที่ค่าเช่าตามเมืองใหญ่ๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ข้อตอกย้ำถึงความกังขาในข้อมูลเศรษฐกิจของทางการจีน ยังรวมถึง กรณีที่โลกออนไลน์พากันแสดงความเห็นถึงเรื่อง "มณฑลที่หายไป" ซึ่งหมายความถึง ข้อมูลที่ไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของมณฑล ระหว่างตัวเลขสรุปผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของทั้ง 31 มณฑล กับยอดรวมทั่วประเทศที่สูงขึ้น
การที่รัฐบาลจีนไม่ได้ออกมาอธิบายถึงความแตกต่างข้างต้น ยิ่งเพิ่มความสงสัยในเรื่องที่ว่า อาจมีการดัดแปลงข้อมูล หรืออย่างน้อยที่สุดก็ปรับแต่งข้อมูลผ่านทางกระบวนการที่ไม่โปร่งใส
จาง หลี่ฟาน นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงปักกิ่ง เตือนว่า การชะลอตัวในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับอัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้น และความล้มเหลวในการแก้ปัญหาสิทธิในการถือครองที่ดิน อาจจุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมขนาดใหญ่ขึ้นมาในจีนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า





