วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ 'นมผง' ป่วนฮ่องกง

ฮ่องกงจำกัดให้บุคคลที่เดินทางออกนอกดินแดน ซื้อนมผงติดตัวกลับได้ไม่เกินคนละ 2 กระป๋อง

การแห่เข้ามาซื้อนมผงในตลาดฮ่องกง ของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ ต้องเจอกับการขาดแคลนนมผงเข้าขั้นวิกฤติ และสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดาพ่อแม่อย่างมาก

ภาวะขาดแคลนนมผงสำหรับเด็กทารกที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จากการกว้านซื้อไปกักตุนของนักท่องเที่ยวจีน ทำให้เกิดเสียงเรียกร้อง ให้ทางการควบคุมจำนวนผู้เดินทางจากแผ่นดินใหญ่มายังอดีตดินแดนอาณานิคมของอังกฤษแห่งนี้ ซึ่งยังแยกชายแดนจากจีนอยู่ นับแต่มีการกลับคืนสู่การปกครองของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2540

วิกฤตินมผงที่เกิดขึ้น ยังจุดชนวนให้เหล่าพ่อแม่ฮ่องกงเกิดความรู้สึกโกรธแค้น และเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างพลเมืองฮ่องกง กับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่า ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ค้าส่งที่กว้านซื้อไปขายต่อ มากกว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เดินทางมาหาซื้อนมผงราคาถูก เพราะนมผงในบ้านเกิดมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และมีปัญหาในเรื่องคุณภาพด้วย

ผู้ซื้อบางรายถึงขั้นว่าจ้างผู้สูงอายุมาเข้าแถวรอซื้อนมผง ที่ขายหมดเกือบจะทันทีที่มีการนำมาส่งที่ร้าน โดยชาวฮ่องกงรายหนึ่ง ซึ่งบอกแต่เพียงว่าชื่ออึ้ง เล่าว่า ในช่วงบ่ายจะมีกลุ่มผู้หญิงสูงวัยมาต่อแถวกันยาวเหยียดด้านหน้าร้านแมนนิ่งส์ และวัตสัน โดยเธอเคยถามหญิงชราคนหนึ่งถึงสาเหตุที่ต้องมาต่อแถวแบบนี้ และได้คำตอบว่า เธอได้รับการว่าจ้างให้มาซื้อแทนคนอื่น

"คนเหล่านี้จะซื้อนมผงทีละหลายๆ กล่อง ในทันทีที่นำมาส่งที่ร้านค้า จากนั้นก็จะเอานมผงที่ซื้อมาไปให้กับผู้ชายคนหนึ่ง ที่พูดภาษาจีนกลาง" อึ้งบอก โดยกล่าวเป็นนัยว่า ผู้ซื้อที่ว่าอาจจะมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมเสริมว่า ร้านขายยาก็ขายนมผงที่มีอยู่ให้กับชาวจีนแผ่นดินใหญ่เช่นกัน และขายหมดไปในพริบตา

สถานการณ์ข้างต้น ทำให้บรรดาสมาชิกสภาพนิติบัญญัติฮ่องกง ออกมาเรียกร้องให้มีการทบทวนเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน ในเรื่องที่พลเมืองจากแผ่นดินใหญ่ อาจเดินทางข้ามชายแดนมาในฐานะนักเดินทางทั่วไป แทนที่จะจำกัดความว่าเป็นกลุ่มทัวร์ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นก่อนปี 2546

ข้อเรียกร้องล่าสุดเกิดขึ้นหลังฮ่องกงเพิ่งออกกฎหมายฉบับใหม่เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา จำกัดให้บุคคลที่เดินทางออกจากฮ่องกง ซื้อนมผงติดตัวไปได้ไม่เกินคนละ 2 กระป๋อง หรือคิดเป็นน้ำหนักราว 1.8 กิโลกรัม หลังกระแสการซื้อนมผง ของนักเดินทางข้ามแดนเหล่านี้ ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นบริเวณภายนอกสถานีรถไฟฮ่องกง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เหตุวุ่นวายข้างต้นเกิดขึ้นจากการที่ชาวฮ่องกงจำนวนหนึ่งรวมตัวกันประท้วง และโต้เถียงอย่างดุเดือดกับนักเดินทางบางรายจากแผ่นดินใหญ่ หลังกระแสการจับจ่ายที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่จีน หรือวันตรุษจีน ทำให้หลายครอบครัวในฮ่องกงหาซื้อนมผงให้บุตรหลานของตัวเองไม่ได้

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโทรศัพท์มากกว่า 4,000 สาย ติดต่อเข้าไปยังสายด่วนรัฐบาล ที่ทางการฮ่องกงจัดตั้งขึ้นเพื่อรับคำสั่งซื้อโดยตรงจากบรรดาผู้ปกครองที่หาซื้อนมผงให้กับลูกๆ ไม่ได้
"ฉันเห็นคนมากมายรออยู่ด้านหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมกับถุง และกระเป๋าเดินทาง และเมื่อพวกเขาจัดเก็บเรียบนร้อยแล้ว ก็พากันยกขึ้นรถ แล้วขับออกไป แน่นอนว่าพวกเขาอาศัยช่องโหว่ที่มีอยู่" มารดารายหนึ่งที่บอกว่าชื่อ ซิ่ว กล่าว

ภาวะขาดแคลนนมผงในฮ่องกง เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในหลายเมืองที่อยู่ติดกับชายแดนจีน อย่างเมือง เฉิงฉุ่ย และฟ่านหลิง ก่อนจะแพร่กระจายไปไกลถึงย่านการค้า และบริเวณที่มีชุมชนอยู่อย่างหนาแน่นของฮ่องกง
ซิ่วบอกว่า สถานการณ์แถวบ้านเธอยังไม่แย่เหมือนกับบริเวณเมืองชายแดน ที่พอสินค้ามาส่งก็มีคนซื้อไปหมด โดยแถวบ้านเธอนั้น ยังมีนมผงขายอยู่อีก 1-2 วัน แต่แน่นอนว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาอย่างมาก โดยในปัจจุบันนมผงในฮ่องกงจำหน่ายอยู่ที่ราว 33-41 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กระป๋อง ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงมาก

ขณะที่ ชาวเมืองเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นเมืองชายแดนจีนที่ติดต่อกับฮ่องกง รายหนึ่งบอกว่า ปัญหาเรื่องนมผงนี้รุนแรงมากขึ้น เพราะนมผงที่อยู่ในระบบตลาดนั้น ถูกพ่อค้าคนกลางกว้านซื้อไปจำนวนมาก ไม่ใช่เป็นการซื้อของพ่อแม่รายเดียวทั่วไป

"ถ้าเป็นแค่พ่อแม่มาหาซื้อนมผงให้ลูก พวกเขาก็จะไม่ซื้อไปเก็บไว้จำนวนมากเกินไปกัน แต่พ่อค้าข้ามชายแดนเป็นคนที่กว้านซื้อนมผงเหล่านี้" ชาวเมืองคนดังกล่าว ที่เผยแต่นามสกุลว่า หลี่ กล่าว พร้อมเสริมว่า พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้สถานการณ์ขาดแคลนนมผงในฮ่องกงรุนแรงมากขึ้น และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวฮ่องกงอย่างแท้จริง
ทางด้านพ่อแม่ชาวฮ่องกงคู่หนึ่ง แสดงความรู้สึกยินดีต่อมาตรการจำกัดการนำนมผงออกนอกเขตแดนฮ่องกง แต่ก็ยังตั้งข้อกังขาว่า จะได้ผลจริงหรือไม่

"เรื่องนี้จะทำให้พ่อค้าข้ามชายแดนมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ทุกวันนี้สินค้าต่างๆ ในจีนก็มีราคาแพงขึ้นทุกวัน ซึ่งพ่อค้าเหล่านี้น่าจะยอมรับราคาที่แพงขึ้นได้ และนำไปขายต่อในจีนด้วยราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิม"