ผู้นำอังกฤษ เล็งทำประชามติปลาย 2560 ให้ประชาชนเลือกอยู่หรือไปจากอียู
นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนแห่งอังกฤษ สัญญาจะจัดประชามติภายในปลายปี 2560 เพื่อให้คนอังกฤษมีโอกาสเลือกว่าจะอยู่หรือออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หากพรรคอนุรักษ์นิยมของเขาชนะการเลือกตั้งอีกสมัย โดยนายคาเมรอนกล่าวว่าเขาต้องการเปิดเจรจาอีกครั้ง เกี่ยวกับเงื่อนไขสมาชิกภาพของอังกฤษในอียู เพราะความรู้สึกผิดหวังของชาวอังกฤษต่ออียู อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
เมื่อเจรจาเงื่อนไขใหม่แล้ว เขาก็จะเปิดโอกาสให้คนอังกฤษลงประชามติว่าจะเป็นสมาชิกอียูต่อไปหรือไม่ โดยหากพรรคอนุรักษ์นิยมชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็จะจัดให้มีการลงประชามติภายในปลายปี 2560
นายคาเมรอนเตือนว่าหากอียูไม่ผลักดันการปฏิรูปในรูปแบบที่เขาต้องการเห็น อังกฤษก็อาจออกจากอียูซึ่งมีสมาชิก 27 ชาติ โดยที่ผ่านมาอียูต้องเผชิญวิกฤติยูโรโซน วิกฤติขีดแข่งขัน ขณะที่ช่องว่างระหว่างอียูกับประชาชนเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นหากไม่รีบรับมือการท้าทายเหล่านี้ ยุโรปอาจล้มเหลวและคนอังกฤษจะเอนเอียงไปทางสนับสนุนให้ออกจากอียู
ผู้นำอังกฤษกล่าวว่าพรรคอนุรักษ์นิยมจะชูการลงประชามติ เป็นวาระหลักในการหาเสียงครั้งต่อไป พร้อมเสริมว่าการทบทวนสมาชิกภาพของอังกฤษในอียูเป็นสิ่งจำเป็น เพราะคนอังกฤษไม่พอใจที่ชีวิตถูกบุกรุกจากกฎระเบียบอันไม่จำเป็นของอียู อีกทั้งเขายังเข้าใจบางคนที่ไม่อยากรอและต้องการให้มีการจัดประชามติทันที แต่ช่วงเวลานี้ยังไม่เหมาะสมสำหรับทั้งอังกฤษและยุโรป เพราะวิกฤติยูโรโซนอาจทำให้อียูแปลงโฉมไปจนแทบจำไม่ได้ และอังกฤษต้องการมีส่วนช่วยวางเค้าโครงอนาคตของอียู
ที่ผ่านมานายคาเมรอนเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสมาชิกปีกขวาในพรรคอนุรักษ์นิยมที่ต้องการท้าทายยุโรป อันเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยกทางความคิดในพรรรคมานาน แต่การที่เขารับปากจะจัดการลงประชามติก็เรียกเสียงเตือนจากฝรั่งเศสทันที โดยรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่าแผนการดังกล่าวถือเป็นเรื่องเสี่ยงสำหรับอังกฤษเอง เพราะถือเป็นเรื่องยากหากอังกฤษจะไม่รวมตัวอยู่กับยุโรป
นอกจากนั้น การยืนกรานจะจัดประชามติเกี่ยวกับสมาชิกภาพอียู ยังจะสร้างความไม่พอใจแก่พรรคอื่นที่ร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเสรีประชาธิปไตย ที่สนับสนุนการเข้าร่วมกับยุโรป
ด้านนายเอด มิลิแบนด์ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่าคำพูดของนายคาเมรอนสะท้อนว่าผู้นำอังกฤษเป็นนายกฯที่อ่อนแอ และบริหารประเทศจากการขับเคลื่อนของพรรคการเมืองต้นสังกัด ไม่ใช่จากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ





