หัวหน้าฝ่ายค้านของอังกฤษ ระบุ เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำประชามติขอความเห็นจากประชาชนว่าประเทศควรอยู่หรือออกจากสหภาพยุโรปหรืออียู
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิด คาเมรอน จะแถลงภายในเดือนนี้ ซึ่งเขาจะเปิดเผยแผนการสำหรับการยกเครื่องความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียู คาดว่า นายคาเมรอนได้เตรียมกลยุทธ์การเจรจาต่อรอง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดึงอำนาจบางส่วนกลับมาจากสหภาพยุโรป และถูกกดดันจากบรรดาส.ส.ภายในพรรคอนุรักษ์นิยมของตัวเองกรณีเตรียมทำประชามติประเด็นสมาชิกภาพในอียูหลังจบการเลือกตั้งในปี 2557
ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี หัวหน้าพรรคแรงงาน “เอ็ด มิลิแบนด์” กล่าวว่า การจัดประชามติก่อนรู้ผลการเจรจาของประเทศสมาชิกอื่นๆของอียู เป็นที่ทราบกันว่าอาจสร้างความคลุมเครือที่จะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของอังกฤษในภายภาคหน้าได้
เขา กล่าวว่า “นายกรัฐมนตรีกำลังนำพาเราไปสู่ทางออกแบบหลับหูหลับตา”
นายมิลิแบนด์ มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหลังการเลือกตั้งในปี 2557 ซึ่งจากผลสำรวจความเห็นคนส่วนใหญ่ให้พรรคของเขามีคะแนนนำเหนือพรรคอนุรักษ์นิยมด้วยตัวเลข 2 หลักด้วยกัน
เขา กล่าวหา นายคาเมรอนกรณีเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับยุโรปด้วยเหตุผลทางการเมือง พรรค UK Independence หรือ ยูเคไอพี ซึ่งคัดค้านการเข้าร่วมกับอียู ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจหลายสำนัก โดยส่วนมากมาจากคนที่เคยเลือกพรรคอนุรักษ์นิยมในการเลือกตั้งปี 2553
ท่าทีของรัฐบาลในการปรับความสัมพันธ์กับอียูใหม่ได้เพิ่มความวิตกในกลุ่มประเทศพันธมิตรว่าอังกฤษอาจถอนตัวจากสมาชิกอียูในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีผลสำรวจความเห็น ระบุว่า ผู้สิทธิ์ออกเสียงชาวอังกฤษจะไม่ยอมเลือกที่ออกจากอียู หากว่าพวกเขายังมีทางเลือก
จากผลสำรวจชาวสหราชอาณาจักร 2,059 คนโดยบริษัททำโพล คอมเรส ซึ่งลงในหนังสือพิมพ์ซันเดย์ พีเพิ่ล เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านม าพบว่า มีเพียง 33% ที่จะโหวตให้ประเทศถอนตัวจากอียู ลดลงจาก 37% ในเดือนตุลาคมปี 2554 โดยมีผู้ที่จะโหวตคัดค้านการถอนตัวสูงถึง 42% จากเดิม 37% ขณะที่อีก 25% ยังไม่ตัดสินใจ
นอกจากนี้ ในผลสำรวจดังกล่าวยังมีผู้เห็นด้วยกับการทำประชามติในประเด็นนี้ถึง 63% ลดลงจาก 68% ในเดือนตุลาคมปี 2554





