วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพดานหนี้16ล้านดอลล์ หน้าผาการคลังสหรัฐ

"เพดานหนี้ 16.4 ล้านล้านดอลล์" หน้าผาการคลังที่แท้จริงของสหรัฐ

ในระหว่างที่ลุ้นผลการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก เพื่อลงมติรับร่างแก้ไขกฎหมายหน้าผาการคลังที่ผ่านความเห็นชอบของทำเนียบขาว-วุฒิสภา และเป็นที่คาดกันว่า ส.ส. รีพับลิกันจะค้านแผนขึ้นภาษีครัวเรือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 450,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป

ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ มองตรงกันว่า ในปี 2556 นี้ หน้าผาการคลังที่แท้จริง คือ เพดานหนี้ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะหากไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าวได้แล้ว สุดท้าย กระทรวงการคลังจะไม่มีเงินมาชำระหนี้ และต้องเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหมายถึงหายนะแท้จริงที่จะเกิดกับตลาดการเงิน และมองข้ามช็อตหลังการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังผ่านพ้นไปแล้ว จะยังคงหาคำว่า "สันติภาพ" ไม่เจอระหว่างสภาคองเกรสกับรัฐบาล

นอกเหนือจากความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในแนวทางการขึ้นภาษีและการลดการใช้จ่ายของภาครัฐแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลกรุงวอชิงตันเป็นชายง่อยมาตลอดสองปีคือ สภาพของรัฐบาลที่ตกอยู่ในภาวะกระเป๋าแฟบ และต้องคอยแบมือขอให้สภาคองเกรสเติมเงินให้ตลอด

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังทำหนังสือแจ้งถึงสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อวานว่าตัวเลขหนี้สาธารณะจะพุ่งสูงขึ้นจนเหลืออีกเพียง 95,000 ล้านดอลลาร์ก็จะแตะเพดานหนี้ที่ 16 ล้าน 3 แสน 9 หมื่น 4 พันล้านดอลลาร์ (เกือบ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์)ในวันที่ 31 ธ.ค. แต่กระทรวงการคลังได้ประกาศมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอรายจ่ายต่างๆรวม 2 แสนล้านดอลลาร์ เขา บอกว่า มาตรการนี้จะช่วยซื้อเวลาได้เพียงเกือบ 2 เดือนเท่านั้น

ขณะที่เมื่อวานนี้ (1 ม.ค.) เจ้าหน้าที่คลังสหรัฐ ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐถึงจุดแตะเพดานหนี้ในวันจันทร์ตามที่คาดไว้ และภาครัฐต้องหาเงินทุนมาอัดฉีดเพิ่มเติม

เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากมาตรการชั่วคราวสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังต้องส่งเรื่องไปให้คองเกรสพิจารณาเพิ่มเพดานหนี้ให้อีกครั้ง และรัฐบาลต้องเผชิญหน้ากับสภาคองเกรสเพื่อให้ต่ออายุร่างกฎหมาย หรือยอมเผชิญกับสถานการณ์ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐ

อย่างไรก็ดี แม้สภาคองเกรสมีแนวโน้มจะผ่านร่างงบประมาณประจำปีก่อนเริ่มปีการเงินทุกครั้ง แต่สภาคองเกรสไม่เคยทำกระบวนการอนุมัติงบประมาณให้ครบถ้วน และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ปี 2539 แล้ว ทำให้รัฐบาลต้องชะเง้อคอ รองบประมาณชั่วคราวมาตลอด ซึ่งนักวิเคราะห์ มองว่า เป็นวิธีที่ทำให้รัฐบาลต้องประหยัดการใช้จ่ายไปโดยปริยาย โดยสภาจะใช้เป็นเครื่องต่อรองทุกครั้งก่อนอนุมัติงบประมาณชั่วคราว

ตามข้อตกลงที่ผ่านการเจรจาต่อรองกันอย่างหนักระหว่างพรรคเดโมแครตนำโดยรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน และพรรครีพับลิกันนำโดยนายมิตช์ แมคคอนเนล ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ได้ข้อสรุปว่าจะปรับขึ้นภาษีเฉพาะคนรวยที่มีรายได้ตั้งแต่ 4 แสนดอลลาร์ขึ้นไปและคู่สมรสที่มีรายได้ตั้งแต่ 450,000 ดอลลาร์ขึ้นไป โดยขึ้นภาษีจากอัตรา 35% เป็น 39.6% และขึ้นภาษีมรดกที่ดินจาก 35%เป็น 40% แต่ให้คงเก็บอัตราภาษีระดับต่ำแก่ชนชั้นกลาง นอกจากนี้ชะลอการตัดลดรายจ่ายด้านการทหารและสังคมรวมเป็นเงิน 24,000 ล้านดอลลาร์ไว้สองเดือน และขยายสิทธิประกันการว่างงานต่อไปอีก 1 ปีให้กับประชาชน 2 ล้านคน