จับตาการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอล วันอังคารที่ 27 ต.ค.69 นี้ นักวิเคราะห์คาดว่า แม้อิสราเอลเลือกเปลี่ยนผู้นำ แต่ "ยุทธศาสตร์ชาติ" ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
KEY POINTS
- การเลือกตั้งอิสราเอลอาจเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่คาดว่ายุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญจะไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนโยบายด้านความมั่นคง
- หลักนิยมด้านความมั่นคงของอิสราเอลจะยังคงตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก คือ การสยบอิหร่าน, การรักษาเขตกันชนนอกพรมแดน และการใช้กำลังทหารเพื่อป้องปรามศัตรู
- อิหร่านจะยังคงถูกมองว่าเป็นศัตรูคนสำคัญ
- พรรคการเมืองใหญ่ของอิสราเอลส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันในนโยบายหลักที่จะไม่ก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และสนับสนุนการขยายการตั้งถิ่นฐานต่อไป
ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิเคราะห์ในภูมิภาคคาดการณ์ว่า การเลือกตั้งอิสราเอลในสัปดาห์นี้ “อาจเปลี่ยนผู้นำ แต่ไม่อาจเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติได้” อิหร่านยังคงเป็นศัตรูคนสำคัญของประเทศ กองทัพจะยังคงเป็นเครื่องมือที่เลือกใช้เป็นอันดับแรก ขณะที่โอกาสในการปรับสถานะรัฐปาเลสไตน์ยังคงห่างไกล
นี่เป็นเพราะเหตุโจมตีชุมชนทางตอนใต้ของอิสราเอลโดยฮามาส กลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2023 รวมถึงสงครามในฉนวนกาซา เลบานอน และอิหร่าน ยิ่งทำให้สมมติฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นรากฐานของนโยบายอิสราเอลฝังแน่นมากขึ้น
หากเกิดอะไรขึ้น อิสราเอลอาจปรับนโยบายความมั่นคงเข้มงวดขึ้น และชัยชนะของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรฝ่ายขวาจัด อาจหนุนให้เขายกระดับสงครามกับอิหร่าน กระชับการควบคุมของอิสราเอลเหนือเขตยึดครองเวสต์แบงก์ และผลักดันให้แนวทางการทูตถูกลดความสำคัญลงไปอีก
หลักนิยมด้านความมั่นคงของอิสราเอลในปัจจุบัน ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่ การสยบอิหร่าน การรักษาเขตกันชนไว้นอกพรมแดนของตนเอง และการใช้กำลังเพื่อป้องปรามศัตรู
นักวิเคราะห์บอกว่า ความแตกแยกที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องของ “ระดับ” มากกว่า “ทิศทาง” อาทิ เรื่องความดุดันในการทำสงครามของอิสราเอล การขยายการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ หรือการตัดสินใจของผู้นำคนใดคนหนึ่งในการเลือกใช้แนวทางการทูต
จากเตหะรานจนถึงริยาด ผลการเลือกตั้งในวันอังคาร (27 ต.ค.69) “ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ถูกมองว่าเป็นบททดสอบว่าตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้ากันในระยะยาวหรือไม่” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สงครามอาจปะทุขึ้น และสงบลงเป็นระยะ ในขณะที่ความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ
“หากเนทันยาฮูได้รับเลือกตั้ง เขาจะทำทุกอย่างที่เขาคิดว่าต้องการจะทำ” อาวีฟ บุชินสกี อดีตที่ปรึกษาของเนทันยาฮู กล่าว และว่า การขยายการตั้งถิ่นฐานจะดำเนินต่อไป สงครามกับอิหร่าน ฮามาส และฮิซบอลเลาะห์จะยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน
“สิ่งที่คุณเห็นอยู่ในขณะนี้ คือ สิ่งที่คุณจะได้เห็นหลังจากเลือกตั้ง อาจจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตราบใดที่อิหร่านยังคงอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ การพูดคุยเรื่องปาเลสไตน์ถือเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า”
เมื่อวันอาทิตย์ (18 ต.ค.69) เนทันยาฮู กล่าวว่า อิสราเอลต้องให้ความสำคัญกับ “การป้องกัน และการโจมตีมากกว่าการควบคุม และการตั้งรับ” ซึ่งรวมถึงการโจมตีแบบชิงลงมือก่อนเพื่อขัดขวางภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างอิสราเอลให้เป็นมหาอำนาจในภูมิภาค และเพิ่มอิสระในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มากที่สุด
ผลการเลือกตั้งอาจไม่เซอร์ไพรส์
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคลิคุดฝ่ายขวาของเนทันยาฮู และพันธมิตรกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง กับฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคยาชาร์ของ กาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด
กัสซาน อัล-คาทิบ นักวิเคราะห์ชาวปาเลสไตน์ มองว่า ไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายพื้นฐานต่อชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากพรรคการเมืองอิสราเอลต่างแข่งขันกันแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้น ในขณะที่ความคิดเห็นของประชาชนเอนเอียงไปทางขวามากขึ้น
“สาระสำคัญของนโยบายยังคงเหมือนเดิมคือ ไม่ก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และสนับสนุนการขยายการตั้งถิ่นฐานต่อไป ในเรื่องนี้ พวกเขาทุกคนเห็นพ้องต้องกัน” อัล-คาทิบ กล่าว
อัล-คาทิบ กล่าวว่า รัฐบาลที่นำโดยฝ่ายตรงข้ามของเนทันยาฮู อาจพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศของอิสราเอล ด้วยการควบคุมความรุนแรงของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานบางส่วน หรือดำเนินการขยายการตั้งถิ่นฐานโดยไม่ให้เป็นที่สนใจมากนัก แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการปรับเปลี่ยนเพียงรูปแบบ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ตอบรอยเตอร์เกี่ยวกับประเด็นอิหร่าน และเขตเวสต์แบงก์ว่า วอชิงตันจะยังคงกดดันเตหะรานต่อไป โดยระบุว่า “ตราบใดที่อิหร่านยังคงนำรายได้จากพลังงานไปใช้สนับสนุนการโจมตีพันธมิตรของสหรัฐ สนับสนุนการก่อการร้ายทั่วโลก และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่บั่นทอนเสถียรภาพ สหรัฐจะใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อให้อิหร่านรับผิดชอบต่อการกระทำของตน”
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวง กล่าวว่า สหรัฐไม่สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ของอิสราเอล
“เวสต์แบงก์ที่มั่นคงจะทำให้อิสราเอลมีความมั่นคง และสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้ในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค” โฆษกระบุ
ไมเคิล ยัง จากศูนย์คาร์เนกีตะวันออกกลาง กล่าวว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอล และชนชั้นทางการเมืองส่วนใหญ่ มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน ซึ่งเน้นไปที่การเผชิญหน้ากับอิหร่าน การรักษา “การป้องกันล่วงหน้า” และการรักษาอำนาจป้องปรามทางทหาร ซึ่งจะลดขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่
โจสต์ ฮิลเตอร์มันน์ จากกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) ที่ทำวิจัยในเขตเวสต์แบงก์ เตือนว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากผู้ตั้งถิ่นฐาน ความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้นของชาวปาเลสไตน์ และการขาด “ทิศทางทางการเมือง” ได้สร้างเงื่อนไขที่พร้อมจะปะทุ ที่แม้มีสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือในวงกว้างได้
ต้องกำจัดหมึกพิษร้าย
ผู้กำหนดนโยบายระดับภูมิภาคบางคนตั้งคำถามว่า การเผชิญหน้าของอิสราเอลกับอิหร่านได้กลายเป็นหลักการในการจัดระเบียบความมั่นคงในตะวันออกกลางหรือไม่ ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม
คำชมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่กล่าวยกย่องเนทันยาฮูว่าเป็น “นายกรัฐมนตรีนักรบผู้ยิ่งใหญ่” ได้ตอกย้ำความคาดหวังที่ว่าผู้นำอิสราเอลจะพยายามเดินหน้าปฏิบัติการสู้รบเตหะรานต่อให้เสร็จสิ้น หากเขายังคงอยู่ในอำนาจ
เนทันยาฮูได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความพยายามของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การควบคุมอิหร่านเท่านั้น แต่ต้องการโค่นล้มผู้นำทางศาสนาของอิหร่านด้วย
“มีเพียงวิธีเดียวที่จะขจัดภัยคุกคามนี้ให้หมดไปอย่างถาวร คือ การโค่นล้มระบอบการปกครองในอิหร่าน” เนทันยาฮูกล่าวในพิธีสำเร็จการศึกษาของนายทหารเมื่อวันพุธ (21 ต.ค.69) พร้อมเสริมว่านี่คือ คำสั่งที่เขาได้มอบให้แก่กองทัพ หน่วยมอสซาด (Mossad) และหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ
“การทำภารกิจนี้ให้สำเร็จหมายถึง การโค่นล้มระบอบก่อการร้ายในอิหร่าน ซึ่งเปรียบเสมือนหมึกยักษ์ที่มีพิษร้าย” ผู้นำอิสราเอล กล่าว ในสุนทรพจน์เมื่อสัปดาห์ก่อน
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ด้านการทหาร และการเมืองยังคงเกิดคำถามว่า การกระทำอื่นใด นอกเหนือจากการรุกรานภาคพื้นดินของสหรัฐ และอิสราเอล จะบีบให้เตหะรานละทิ้งสิ่งที่ตนมองว่าเป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงหลักของตน หรือในสิ่งที่ตนมองว่าเป็นการสู้รบเพื่อความอยู่รอดหรือไม่ เพราะหลังจากอยู่รอดในสงครามมาได้หลายเดือน อิหร่านอาจกำลังเดิมพันอยู่ว่า พวกเขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ในขณะที่ยังคงเดินหน้ากดดันผ่านพันธมิตรในภูมิภาคต่อไป
“นี่คือ บึงโคลน” ยังกล่าว “ชาวอิหร่านสามารถเอาชนะทรัมป์ได้”
นักวิเคราะห์กล่าว ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และฮามาสในฉนวนกาซาอ่อนแอลงแล้ว แต่กลุ่มเครือข่ายชายแดนที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านยังคงอยู่รอด และความขัดแย้งนี้อาจสนับสนุนความมุ่งมั่นของเตหะรานในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องปราม
เพื่อนบ้านกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม้เนทันยาฮูจะสร้างความกังวลให้แก่โลกอาหรับ แต่ผู้นำในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียบางคนยังคงมองว่าเขาเป็นนักการเมืองอิสราเอลที่จะกดดันอิหร่านต่อเนื่องมากที่สุด
สถานการณ์นี้ทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะในขณะที่พวกเขาคัดค้านนโยบายที่มองว่าเป็นการขยายอิทธิพลของเนทันยาฮู แต่พวกเขายังต้องการสกัดกั้นอิทธิพลของอิหร่านด้วยเช่นกัน
อับดุลอาซิซ ซาเกอร์ ประธานศูนย์วิจัยอ่าวเปอร์เซีย (Gulf Research Center) กล่าวว่า “นโยบายของเนทันยาฮูในฉนวนกาซา เวสต์แบงก์ ซีเรีย และเลบานอนต่างสร้างความเสียหาย ส่วนในกรณีของอิหร่าน จำเป็นต้องหาข้อตกลงให้ได้ ก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลายไปมากกว่านี้ หากบทบาทของอิหร่านไม่ถูกจำกัด ภูมิภาคนี้อาจต้องเผชิญกับการครอบงำของอิหร่านไปอีกถึง 50 ปี”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




