วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา! ประเด็นร้อนประชุม ‘IMF-World Bank 2026’ ท่ามกลางสถานการณ์โลกป่วน

จับตาประเด็นร้อน-ประเด็นสำคัญ ก่อนการประชุมประจำปี "IMF-World Bank 2026" ที่กำลังจะมีขึ้นในกรุงเทพฯ 12-18 ต.ค. นี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกป่วน

เจ้าหน้าที่ด้านการเงินจากทั่วโลกเตรียมมารวมตัวกันที่ประเทศไทยในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวง ภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่ซบเซาอยู่แล้ว

สงครามสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ตอนนี้เข้าสู่เดือนที่ 8 แล้ว และภาวะเงินเฟ้อและความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว จะเป็นประเด็นหลักและประเด็นสำคัญสำหรับการหารือในงานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นนอกกรุงวอชิงตันเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐไม่ได้เข้าร่วมในปีนี้ เนื่องจากติดภารกิจอื่นในประเทศ

อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า แม้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่แรงกดดันก็กำลังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญ “ขั้นรุนแรง” ที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงถึง 450,000 ราย กำลังส่งผลกระทบพร้อมกัน

ด้านกลุ่มประเทศ G7 ตกลง เตรียมปล่อยน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบ 100 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน ภายใต้แรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่ต้องการเห็นราคาน้ำมันเบนซินลดลงก่อนการเลือกตั้งในเดือนพ.ย. ซึ่งอาจทำให้พรรครีพับลิกันของเขาเสียการควบคุมรัฐสภา

บังกา เผยว่า ขณะนี้ทางธนาคารโลกยังไม่มีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลก แต่กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน... ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ราคาปุ๋ย ต้นทุนพลังงาน หรือปัญหาหนี้สิน ปัจจัยเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วย่อมก่อให้เกิดความท้าทายในรูปแบบของมันเอง” และกล่าวเสริม “ผมคิดว่าสถานการณ์นี้เรียกร้องให้พวกเราทุกคนต้องมีความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าให้มากยิ่งขึ้น”

ปัญหาหนี้สาธารณะ

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวเตือนในทำนองเดียวกันผ่านสุนทรพจน์ก่อนเริ่มการประชุม และย้ำกับผู้ฟังว่า “ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง”

ทั้งนี้ IMF ส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ระดับ 3% ในปี 2026 มากนัก และอาจปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์สำหรับปีหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่บางประเทศอาจถูกปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลง ซึ่งรวมถึงยูเครนที่กำลังเผชิญกับสงครามจากการรุกรานของรัสเซียเข้าสู่ปีที่ 5 และกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านรวมถึงปริมาณการส่งออกพลังงานที่ลดลงอย่างมาก

ผลการศึกษาของ IMF ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (6 ต.ค.) แสดงให้เห็นว่า การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาอาหารและพลังงาน เป็นสาเหตุของวิกฤตการณ์ที่พบได้บ่อยขึ้น ซึ่งส่งผลให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อีกทั้งยังซ้ำเติมปัญหาความยากจน และบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ปัญหาน่าปวดหัวครั้งใหญ่สำหรับผู้กำหนดนโยบายคือ ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกำลังบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

IMF ระบุว่าหนี้สาธารณะในขณะนี้อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และคาดว่าจะพุ่งเกินกว่า 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2030

กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งนำโดยสหรัฐ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ต่ำยังคงมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากเผชิญกับความท้าทายหลายประการพร้อมกัน ทั้งการไหลออกของเงินทุนเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในสหรัฐ ปรากฏการณ์เอลนีโญ และการขาดการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งเป็นภาคส่วนได้ช่วยบรรเทาผลกระทบด้านอุปทานในสหรัฐ และประเทศร่ำรวยอื่นๆ

ความกังวลต่อตลาดเกิดใหม่

ประเทศกำลังพัฒนามีความเปราะบางเป็นพิเศษเนื่องจากมีระดับหนี้สาธารณะที่สูง ซึ่งจะต้องมีการเจรจาปรับเงื่อนไขใหม่ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยในปัจจุบัน ยอดการชำระดอกเบี้ยของประเทศกำลังพัฒนามีสัดส่วนเฉลี่ยสูงกว่า 10% ของรายได้แล้ว

ในช่วงต้นของวิกฤติโควิด-19 ผู้นำกลุ่ม G20 ประกาศพักการชำระหนี้แก่ประเทศที่ยากจนที่สุด แต่ในขณะนี้ไม่มีความต้องการที่จะดำเนินการเช่นนั้นมากนัก และระดับหนี้ที่สูงและแรงกดดันทางการเมืองล้วนเป็นอุปสรรคที่ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมในรอบนี้

หลายประเทศที่มีรายได้ต่ำกำลังกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอแนะใหม่ของ IMF สำหรับโครงการเงินกู้ ซึ่งกำหนดให้มีการปฏิรูปน้อยลง แต่ต้องปฏิรูปอย่างลึกซึ้งและเข้มข้นกว่าเดิม สำหรับการกำหนดเงื่อนไขในการอนุมัติเงินกู้ ซึ่งหลายคนเกรงว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่มาตรการรัดเข็มขัดที่สร้างความเจ็บปวด

ไอโอแลนดา เฟรสนิโย ผู้ทำงานด้านความเป็นธรรมเรื่องหนี้สินให้กับองค์กร Eurodad ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า เคนยาหลีกเลี่ยงการปรับโครงสร้างหนี้ได้ด้วยการลดรายจ่ายภาครัฐและพยายามเพิ่มการจัดเก็บภาษี แต่มาตรการดังกล่าวกลับจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว

โลกไม่เหมือนเดิม ความมั่นคง-การเงิน เชื่อมโยงกัน

เส้นทางของเที่ยวบินต่างๆ มายังกรุงเทพฯ มักผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายด้านความมั่นคงโดยตรงต่อนักเดินทางกว่า 10,000 คนที่จะเดินทางมายังเมืองหลวงอันคึกคักของไทย ที่มีประชากรถึง 9 ล้านคน หลังจากเกิดเหตุโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบียเมื่อเร็วๆ นี้

ขณะที่การประชุมประจำปีนอกสถานที่ครั้งล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก จัดขึ้นที่ประเทศโมร็อกโกเพียงไม่กี่วันหลังจากกลุ่มติดอาวุธนำโดยฮามาสสังหารผู้คน 1,200 คนในอิสราเอล ตามมาด้วยอิสราเอลระดมโจมตีฉนวนกาซา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 74,000 คน และสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่เมืองต่างๆ ทั่วดินแดนปาเลสไตน์

จอช ลิปสกี รองประธานฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) กล่าวว่า สามปีหลังจากนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงของชาติและการเงินระหว่างประเทศก็มีความชัดเจนขึ้น ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ด้านการเงินจะมองข้ามเหตุโจมตีของฮามาสโดยคิดว่าไม่ใช่ประเด็นทางเศรษฐกิจ

“เห็นได้ชัดว่ามีผลกระทบในวงกว้างระดับโลกตามมามากมาย” ลิปสกีกล่าว “สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่กับอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน”

รองประธานลิปสกี กล่าวย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องมีความคล่องตัวมากขึ้นในการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ

“พวกเขาต้องทำงานเชิงรุกและตระหนักว่าโลกที่พวกเขาอยู่นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”