วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

เรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์อีก 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้มีปะทะ

เรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์อีก 2 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยหนุนปริมาณการขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นแม้มีเหตุปะทะ กองทัพสหรัฐปฏิเสธข่าวกลับมาคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบ

บลูมเบิร์ก รายงานว่า การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ (supertanker) อย่างน้อย 2 ลำที่ไม่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ออกจากอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นความเคลื่อนไหวระลอกเล็กๆ ล่าสุดของปริมาณพลังงานที่ผ่านทางน้ำเส้นเลือดสำคัญสายนี้

 

เรือ Eagle Veracruz ที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์ และเรือ Nissos Keros ซึ่งเป็นของกรีซ ถูกตรวจพบว่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เช้าตรู่วันอังคาร (26 พ.ค.69) อ้างอิงจากข้อมูลติดตามเรือที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์ก โดยรวมแล้วมีเรือ 5 ลำที่ถูกบันทึกว่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ว่าขาเข้า-ออก ตามข้อมูลดังกล่าว

 

นับเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่มีน้ำมันดิบซึ่งไม่ถูกคว่ำบาตรรวม 4 ล้านบาร์เรล ถูกตรวจพบว่าผ่านช่องแคบนี้ โดยรูปแบบที่ผ่านมาเป็นลักษณะเรือออกเป็นกลุ่มๆ จากนั้นปริมาณก็จะลดลงในวันถัดไป ดังนั้นแม้ตัวเลขของวันอังคารจะสูง แต่ก็อาจถูกหักล้างด้วยการชะลอตัวลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตามลำดับ

สหรัฐปฏิเสธข่าวคุ้มกันเรือพาณิชย์

กองบัญชาการกลางสหรัฐ (US Central Command) ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่ากองกำลังสหรัฐกลับมาช่วยอำนวยความสะดวกการเดินเรือผ่านช่องแคบ โดยระบุว่า “รายงานข่าวล่าสุด” ที่กล่าวว่าเรือรบสหรัฐกลับมาคุ้มกันหรือให้ความช่วยเหลือการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างการผ่านช่องแคบนั้น เป็น “เท็จ”

 

ด้านการจราจรขาเข้าก็เพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันอังคารเช่นกัน โดยมีการบันทึกการผ่านเข้า 3 ลำ ตามข้อมูลติดตามเรือ ในช่วงวันก่อนหน้า มีการแล่นผ่านของเรือค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยมีเรือวันละ 6 ลำที่ผ่านช่องแคบในวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์

 

ปริมาณการเดินเรือในช่วงนี้ค่อนข้างคึกคักต่อเนื่องจากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ Eagle Verona ที่ออกเดินทางบรรทุกน้ำมันดิบอิรักในวันเสาร์แล้ว ยังมีเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์แนฟทาจากกาตาร์ที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์มุ่งหน้าไปญี่ปุ่น รวมถึงเรือบรรทุกเชื้อเพลิงที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน และเรือบรรทุกสินค้าเทกองอีก 3 ลำที่ออกเดินทางด้วย

ในวันอาทิตย์ การจราจรขาออกนำโดยเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ชื่อ Fuwairit และ Al Rayyan ที่ออกเดินทางพร้อมกับเรือบรรทุกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน 2 ลำ และเรือบรรทุกสินค้าเทกอง อีก 2 ลำ ขณะที่ฝั่งขาเข้ามีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ของกรีซ เรือบรรทุกเชื้อเพลิงของอิหร่าน และเรือบรรทุกสินค้าเทกอง อีก 1 ลำเข้าสู่อ่าว

 

มาถึงวันจันทร์ รูปแบบการเดินเรือเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์ออกจากอ่าว ขณะที่เรือบรรทุกเชื้อเพลิงของอิหร่าน เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์อีกลำ และเรือบรรทุกสินค้าเทกองอีกลำ เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย

 

การเปลี่ยนแปลงของกระแสการเดินเรือครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปะทะทางทหารรูปแบบใหม่ระหว่างสหรัฐ และอิหร่านใกล้ช่องแคบดังกล่าวในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา วอชิงตันระบุว่ากองกำลังสหรัฐได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้าในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน เพื่อทำลายแท่นยิงขีปนาวุธ และเรือที่ใช้วางทุ่นระเบิดทางทะเล ขณะที่เตหะรานระบุว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงใส่เครื่องบินขับไล่ F-35 ของสหรัฐ และโดรนหลายลำที่ละเมิดน่านฟ้าอิหร่าน

 

การรบกวนสัญญาณอย่างกว้างขวางต่อระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติของอุตสาหกรรมเดินเรือ (AIS – Automatic Identification System) ยังคงทำให้ภาพรวมไม่ชัดเจน ส่งผลให้การตรวจสอบปริมาณเรือเดินผ่านแบบอิสระทำได้ยาก ดังนั้นตัวเลขจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบอาจถูกปรับเพิ่มในภายหลังเมื่อเรือกลับมาปรากฏบนระบบอีกครั้งในพื้นที่ ที่ห่างจากน่านน้ำเสี่ยงสูง

 

การที่มีเรือรบสหรัฐประจำการอยู่ในพื้นที่ก็อาจบิดเบือนภาพที่เห็นเช่นกัน เรือที่เชื่อมโยงกับอิหร่านซึ่งกำลังเข้าออกอ่าวเปอร์เซียอาจปิดสัญญาณ AIS เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ทำให้ติดตามจำนวนเรือแบบเรียลไทม์ได้ยากขึ้น

 

แม้แต่ก่อนที่สหรัฐจะออกมาตรการห้ามการเดินเรือเข้าออกท่าเรือของอิหร่าน ก็เป็นเรื่องปกติที่เรือซึ่งเชื่อมโยงกับอิหร่านจะ “หายไปจากจอ” (go dark) เมื่อเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยมักจะเปิดสัญญาณกลับมาอีกครั้งก็ต่อเมื่อแล่นเข้าไปลึกถึงบริเวณช่องแคบมะละกาแล้ว ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะคาร์กของอิหร่านราว 13 วันเดินเรือ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์