background-default

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม 2569

Login
Login

ปรับแผนห่วงโซ่อุปทาน ‘จีน’ ครั้งใหญ่ รับมือ ‘ทรัมป์’ 2.0 เมื่อ ‘ไทย’ คือเซฟโซน

ปรับแผนห่วงโซ่อุปทาน ‘จีน’ ครั้งใหญ่ รับมือ ‘ทรัมป์’ 2.0 เมื่อ ‘ไทย’ คือเซฟโซน

นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เปิดศึกทำสงครามการค้ากับจีน มีบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก นำแนวทาง “จีน+1 (ประเทศ/ดินแดน)” มาปรับใช้ในการทำธุรกิจ จนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน

แนวคิด “การย้ายแหล่งผลิตห่วงโซ่อุปทาน” หรือซัพพลายเชน ส่วนหนึ่งออกจากศูนย์กลางการผลิตในประเทศจีน ไปยังศูนย์กลางการผลิตใหม่ เช่นเวียดนาม และเม็กซิโก ก็เพื่อบรรเทาผลกระทบจากที่สหรัฐ ออกมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มสูงขึ้น

แต่ตอนนี้ “บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มตระหนักได้ว่า จำเป็นต้องคิดหากลยุทธ์ขึ้นใหม่” เพื่อรับมือการบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ สมัยสองที่มีความเข้มงวดขึ้น

เพราะนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโก และแคนาดา 25% แต่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจีน 10%

แม้สหรัฐได้ทำข้อตกลงกับเพื่อนบ้านประเทศในอเมริกาเหนือ เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้สงครามภาษีระหว่างกัน แต่อย่างน้อยตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทข้ามชาติ และซัพพลายเออร์พากันวิตกกังวลในสถานการณ์เพิ่มมากขึ้น

ตอนนี้ นักลงทุนจำนวนมากเริ่มผวาว่า สหรัฐจะใช้มาตรการเพิ่มเติมจากเดิมกับประเทศที่สงสัยจะเป็น “ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าให้กับจีน” ทำให้นักลงทุนบางรายมองหาพื้นที่กระจายการลงทุนไปยังตลาดใหม่ อย่างจีน ไปถึงแอฟริกาใต้

แดน ดิเกร ซีอีโอ Misco Speakers ผู้ผลิตเครื่องเสียงที่มีฐานการผลิตในมินนิโซตากล่าวว่า บริษัทได้ฝ่าฟันอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยการกระจายความเสี่ยงไปยังพื้นที่ผลิตอื่นๆ ให้มากที่สุด

“บริษัทส่งส่วนประกอบสินค้าไปยังเกาหลี ไต้หวัน และเม็กซิโก เพื่อประกอบและนำเข้ากลับมายังสหรัฐ โดยไม่มีภาษี” ซีอีโอ Misco Speakers

ดิเกร ชี้ว่า ไทย เกาหลี และไต้หวัน  น่าจะเป็นพื้นที่ห่วงโซ่อุปทานที่ “ปลอดภัย” จากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ

แต่ภัยคุกคามจากทรัมป์ที่ได้เปิดฉากสงครามการค้ากับเม็กซิโก ได้สร้างความกังวล

นับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายมาเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากแนวคิด “จีน + 1” เนื่องจากผู้ผลิตและบริษัทข้ามชาติพากันมองหาทางย้ายการผลิตออกจากจีน เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีจากสหรัฐ

เวียดนามเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ เพราะค่าแรงราคาถูก โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างดี และอยู่ใกล้ประเทศจีน แต่นักวิเคราะห์มองว่า “เวียดนามมีความเสี่ยงสูง จะตกเป็นเป้าหมายจัดหนักจากสหรัฐ”

เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่ม แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีมีการดำเนินการใดๆ

วิลเลี่ยม อลัน เรนซ์ ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ศึกษากลยุทธ์ธุรกิจระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า เวียดนามควรต้องกังวล เพราะสหรัฐขาดดุลการค้ากับเวียดนาม มากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“แน่นอนว่า เวียดนามจะไม่ใช่ประเทศที่ถูกเลือกให้เป็นซัพพลายเชนอีกต่อไป หากสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐต้องถูกเก็บภาษี” เรนซ์ระบุ

ลินลี่ เหอ ที่ปรึกษาธุรกิจในเจ้อเจียง ซึ่งให้คำแนะนำกับบริษัทผู้ผลิตในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของจีน กล่าวว่า ในอนาคต ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรการทางภาษีของสหรัฐที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

“มีความเป็นไปได้ว่า สหรัฐอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบางประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 20% นั่นจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อยับยั้งการขนส่งสินค้าจีนเข้าไปยังสหรัฐ” เหอกล่าว

เทอร์รี่ ถิง กรรมการวิลสัน กรุ๊ป ผู้ผลิตสิ่งทอกล่าวว่า ปัจจุบัน มีผู้ซื้อจำนวนมากพิจารณาซื้อสินค้าจากแหล่งผลิต เพื่อลดปัญหาการโดนภาษีนำเข้าของสหรัฐ

“โปแลนด์และอินเดีย ถือเป็นแหล่งทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีของสหรัฐ” ถิงกล่าว และเสริมว่า อินเดียอาจต้องปรับนโยบาย เพื่อให้ต่างชาติทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น

โปแลนด์มีข้อได้เปรียบตรงที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ค่าค่อนข้างต่ำ

แต่ถึงอย่างไรคาดการณ์ว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย  “จะยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” ในการเป็นที่ตั้งห่วงโซ่อุปทานหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีสูงจากสหรัฐ โดยอินโดนีเซีย มีแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญต่อสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ อาจพิจารณาทำข้อตกลงกับฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

“ผู้ส่งออกกำลังปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับวิถีทางใหม่ ให้เข้ากับแนวทางการตรวจสอบทางภาษีจากสหรัฐที่เข้มงวดยิ่งขึ้น” กรรมการวิลสันกรุ๊ปกล่าว

จูดี้ เอดตัน-เอสซัมปา ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจอิมเมอจิน แอฟริกา พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า แอฟริกาอาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับบริษัทผู้ผลิต

อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่า ผู้ผลิตในแอฟริกาจะตั้งรับเชิงรุกกับระบบภาษีใหม่ของสหรัฐ ด้วยการเชื่อมโยงตลาดและศูนย์กลางการส่งออกในยุโรป รวมถึงเชื่อมโยงตลาดอื่นๆ ของประเทศในภูมิภาคแอฟริกาด้วยกัน เพื่อ (ผลักดัน) เชื่อมโยงตลาดให้มากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งห่วงโซ่อุปทานสินค้าจีน

อ้างอิง : SouthChinaMorningPost