'อินเดีย' จ่อแซงหน้าคู่แข่ง 'ดาตาเซนเตอร์เอเชีย' หลังบิ๊กเทคฯ เล็งทุ่มทุนมหาศาล

“อินเดีย” จ่อแซงหน้า “ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง” ในด้านการลงทุนดาตาเซนเตอร์ เพราะบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก และกลุ่มบริษัทรายใหญ่ในประเทศ ต่างต้องการลงทุนในอินเดียมหาศาล
ตามรายงานอุตสาหกรรมดาตาเซนเตอร์ฉบับใหม่ ระบุว่า “อินเดีย” กำลังแซงหน้า “ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง” ในด้านการลงทุนดาตาเซนเตอร์ เพราะได้รับแรงขับเคลื่อนมาจากการทำสัญญาลงทุนครั้งใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างอเมซอน และกลุ่มบริษัทในประเทศ เช่น Reliance Industries
นักวิเคราะห์เผยว่า ดาตาเซนเตอร์อินเดียบูม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจำนวนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตหนุนให้การใช้จ่ายทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ทั้งการใช้จ่ายไปกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และบริการทางดิจิทัลอื่นๆ และบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งต่างเข้าไปตั้งสำนักงานในอินเดีย
ผลการศึกษาของ CBRE บริษัทอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในสหรัฐ ระบุว่า ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดนี้ วางแผนขยายดาตาเซนเตอร์เพิ่ม 850 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากดาตาเซนเตอร์ราว 950 เมกะวัตต์ ที่วางแผนไว้ ณ สิ้นปีนี้
การขยายกำลังการผลิตดาตาเซนเตอร์ดังกล่าว อาจทำให้ “อินเดีย” แซงหน้าคู่แข่งในภูมิภาคอย่าง “เกาหลีใต้” ที่ตั้งเป้าขยายดาตาเซนเตอร์เพิ่ม 495 เมกะวัตต์ ภายใน 2569 ทั้งยังแซงหน้า “ญี่ปุ่น” ที่ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิต 407 เมกะวัตต์ รวมถึงออสเตรเลียที่ตั้งเป้าขยายขีดความสามารถดาตาเซนเตอร์อีก 314 เมกะวัตต์ (เมื่อไม่นับรวมผู้นำอุตสาหกรรมอย่างจีน)
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งที่บริหารจัดการดาตาเซนเตอร์ ต่างกำลังขยายการลงทุนดาตาเซนเตอร์เพิ่มขึ้นสองเท่า ท่ามกลางความต้องการศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
บิ๊กเทคฯ ทุ่มทุนดาตาเซนเตอร์ในอินเดีย
อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) ที่จ่อลงทุนธุรกิจคลาวด์คอมพิวติงในอินเดีย 12,700 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 นั้น เข้าไปตั้งดาตาเซนเตอร์ในศูนย์กลางทางการเงินอย่างมุมไบ ตั้งแต่ปี 2559 และสร้างดาตาเซนเตอร์ในเมืองไฮเดอราบัด เมื่อปี 2565
ด้าน ST Telemedia Global Data Centres จากสิงคโปร์ ก็กำลังเพิ่มเงินลงทุนในอินเดียราว 900 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2576 บริษัทแห่งนี้มีดาตาเซนเตอร์ขนาดมากกว่า 300 เมกะวัตต์ จำนวน 28 แห่ง ตามเมืองต่างๆ ในอินเดีย 10 เมือง และช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ST Telemedia ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐทมิฬนาดู คาร์นาตากา และอุตตรประเทศ
ขณะที่เมื่อเดือนมี.ค. Colt Data Centre Services Holdings จากอังกฤษ ได้ประกาศแผนเพิ่มดาตาเซนเตอร์ขนาดอย่างน้อย 70 เมกะวัตต์ ในเมืองเจนไน ภายในปี 2570
ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ในอินเดียทั้ง “อดานี กรุ๊ป” และ “Reliance Industries” ต่างเข้าร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน
โดย AdaniConneX บริษัทที่มาจากการร่วมทุนระหว่าง Adani Enterprises และผู้ให้บริการดาตาเซนเตอร์ EdgeConneX เผยเมื่อเดือนเม.ย. ว่า บริษัทระดมเงินทุนจากนักลงทุนได้ 1,440 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนในการสร้างดาตาเซนเตอร์ 2 แห่งในเจนไน และมุมไบ ขนาดราว 67 เมกะวัตต์ ทั้งยังตั้งเป้าสร้างศูนย์ข้อมูล 1 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 ด้วยเงินลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์
ด้าน Reliance ร่วมลงทุนดาตาเซนเตอร์ในอินเดียมูลค่า 122 ล้านดอลลาร์ กับ Brookfield เมื่อเดือนก.ค.
ข้อได้เปรียบของอินเดีย
ความต้องการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ความต้องการในอินเดียนั้นเติบโตรวดเร็วเป็นพิเศษ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก และเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็ว
โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินเดีย ขยายตัว 8.4% ในเดือน ต.ค. - ธ.ค. 2566 และรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตราว 8% หรือมากกว่านั้น ในไตรมาสเดือน ม.ค. - มี.ค. 2567 นี้ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะประกาศในวันศุกร์ (7 พ.ค.)
“อังศุมาลย์ แมกกาซีน” ผู้บริหารระดับสูงจาก CBRE บอกว่า ธนาคาร ประกัน และบริษัทให้บริการทางการเงินอื่นๆ ก็เป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญสำหรับดาตาเซนเตอร์แห่งใหม่ในอินเดีย
นอกจากนี้ การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ธุรกิจเกือบทุกประเทศ ตั้งแต่ธนาคารไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค มีความต้องการศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ด้านบริษัทที่ปรึกษา Bain & Company คาดว่า อินเดียจะกลายเป็นเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษ 2030
“มิคาอิล จารา” นักวิจัยอาวุโส จาก IDC บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี เผยว่า อินเดียยังมีข้อดีที่มีราคาที่ดินถูก และมีโอกาสเกิดภัยพิบัติน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม ฟรานโก เชียม รองประธานกลุ่มวิจัยคลาวด์, ดาตาเซนเตอร์, โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานจาก IDC เตือนว่า อินเดียยังมีสิ่งที่ต้องทำก่อนที่ประเทศจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล เช่น เพิ่มความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญ
“หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ ความมั่นคงทางโครงสร้างพื้นฐาน ... เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการปรับปรุงเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจต่างๆ จะสามารถบริหารจัดการดาตาเซนเตอร์ในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







