background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

‘กองทุนประกันสังคม’ ระเบิดเวลา ‘สหรัฐ’ นับถอยหลังอีก 11 ปี เงินหมด

‘กองทุนประกันสังคม’ ระเบิดเวลา ‘สหรัฐ’ นับถอยหลังอีก 11 ปี เงินหมด

ผู้สูงอายุอเมริกันอาจฝันสลาย เมื่อบั้นปลายชีวิตอาจไม่เป็นดั่งหวัง เพราะ ‘ประกันสังคม’ กำลังนับถอยหลังสู่วัน ‘เงินหมด’ สหรัฐเหลืออีกเพียงแค่ 11 ปี  ขณะที่ไทยก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย เพราะเสี่ยงล้มในอีก 30 ปี

ชาวอเมริกันในสหรัฐหลายล้านคนฝากความหวังบั้นปลายชีวิตหลังเกษียณอายุไว้กับเงินบำนาญจาก “กองทุนประกันสังคม” ซึ่งเป็นโครงการความมั่นคงทางสังคมที่สำคัญที่สุดสองโครงการของสหรัฐ แต่หารู้ไม่ว่ากองทุนกำลังนับถอยหลังรอ  “วันเงินหมด” โดยรายงานล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคมสหรัฐ (Social Security Administration) หรือ SSA ได้เปิดเผยว่า เงินกองทุนประกันสังคมมีแนวโน้มจะหมดลงในปี 2578 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า

แม้ตัวเลข 11 ปีนี้ จะยืดเวลาช้าลงไป 1 ปีจากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้มีแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น จนทำให้มีคนเข้าร่วมโครงการประกันสังคมมากขึ้นและมีเงินไหลเวียนเข้าสู่กองทุนเพิ่มขึ้น  แต่ก็ไม่ใช่ข่าวดีที่คนอเมริกันจะวางใจได้เลย เพราะคาดว่าจะทำให้ผู้รับสวัสดิการสังคมจะได้รับเงินเพียง 83% จากสิทธิ์ที่พึงได้รับในปีสุดท้าย และทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนที่เกษียณอายุหลังปีดังกล่าว อาจได้รับเงินบำนาญไม่เต็มจำนวน หรืออาจไม่ได้รับเลย 

อัตราการเกิดต่ำ สวนทางสังคมสูงวัย

ปัญหาสำคัญของวิกฤติครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะคนใช้สิทธิ์รับเงินประกันสังคมมากกว่าคนจ่ายเงินเข้าสู่กองทุน เนื่องจากโครงสร้างทางสัมคมของสหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ  สวนทาง “อัตราการเกิด” และประชากรวัยทำงานของสหรัฐที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความกังวลใจให้กับชาวอเมริกันอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการสวัสดิการที่ให้ความช่วยเหลือทาง “การเงิน” ให้แก่ประชาชนชาวอเมริกันหลายล้านคน 

ลินดา สโตน ผู้เกษียณอายุอาวุโสของ American Academy of Actuaries ได้สะท้อน 2 ประเด็นสำคัญจากวิกฤติประกันสังคมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้คือ 

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ยขณะที่เบบี้บูมเมอร์จำนวนมากกำลังเกษียณอายุ ในขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานมีน้อยลง ส่งผลให้จำนวนผู้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผู้จ่ายเงินสมทบ

ดังนั้น ทำให้มีความจำเป็นในการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงการประกันสังคมเพื่อให้ยั่งยืนในระยะยาว การปฏิรูประบบประกันสังคมจะช่วยลดภาระต่อผู้เสียภาษีรุ่นต่อไป

ชาวอเมริกันกว่าครึ่งพึ่งพาเงิน ‘ประกันสังคม’

ข้อมูล ณ ปี 2566 ระบุว่า สำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินให้ผู้ประกันตนไป 1.244 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2565 หรือเทียบเท่ากับประมาณ 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของประกันสังคมในการรองรับความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ ผู้พิการ 

รายงานล่าสุดจากสมาคมผู้เกษียณอายุแห่งอเมริกา (AARP) ชี้ให้เห็นถึงภาพที่น่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินของชาวอเมริกันที่เข้าสู่วัยเกษียณหรือ "เบบี้ บูมเมอร์" (Baby Boomer) ในการพึ่งพา "เงินประกันสังคม"  พบว่า เกือบ 1 ใน 3 ของเบบี้ บูมเมอร์ไม่มีเงินออมเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณนานถึง 10 ปี และเงินประกันสังคมเป็นแหล่งรายได้หลักสำหรับเบบี้ บูมเมอร์เกือบ 50% ในปี 2562 

บิล สวีนีย์ รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการของรัฐของ AARP เปิดเผยว่า ประมาณ 40% ของครอบครัวชาวอเมริกันที่มีผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป พึ่งพาเงินประกันสังคมคิดเป็นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของรายได้ หมายความว่าครัวเรือนเหล่านี้มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายพื้นฐานหากปราศจากเงินประกันสังคม

สิ่งที่ยิ่งน่าตกใจไปกว่านั้น คือประมาณ 20%  ของครอบครัวที่ได้รับเงินประกันสังคม อาจมีเงินประกันสังคมเป็นรายได้หลักเพียงช่องทางเดียว อาจนำไปสู่ความยากจนและความยากลำบากในบั้นปลายชีวิตของพวกเขา

เร่งสหรัฐต่ออายุเงินประกันสังคม

มาร์ติน โอมัลลีย์ กรรมาธิการประกันสังคม เรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐและสภาคองเกรสดำเนินการแก้ไขปัญหาและหาทางเพิ่มสภาพคล่องเพื่อต่ออายุของกองทุนประกันสังคมสหรัฐในอนาคต และกล่าวในแถลงการณ์ว่า “แม้ว่ารายงานการปรับประมาณการฟื้นตัวถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคนที่พึ่งพาสวัสดิการสังคม รวมถึงผู้สูงอายุประมาณ 50% ที่สวัสดิการสังคมช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไปได้”

“การขจัดปัญหาการขาดดุลนี้ จะช่วยสร้างความสบายใจให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ประกันสังคมกว่า 70 ล้านคน แรงงาน 180 ล้านคนและครอบครัวของพวกเขาที่จ่ายเงินเข้าประกันสังคม รวมถึงคนทั้งประเทศ"

การสำรวจ AARP เผยความว่าชาวอเมริกันที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เกือบ 90%กังวลว่าสวัสดิการประกันสังคมและ Medicare จะถูกตัด และต้องการให้พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเงินของโครงการนี้ด้วยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงทางการเมืองเกี่ยวกับอนาคตของโครงการประกันสังคมอีกครั้ง โดยพรรครีพับลิกัน เสนอให้เพิ่มอายุเกษียณ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนงานปัจจุบันหลายล้านคน ด้านอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้มีการลดหย่อนประกันสังคมและเมดิแคร์

กองทุนประกันสังคมไทยเสี่ยงล้มในอีก 30 ปี

ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของไทยมีมูลสูงถึง 2,345,866 ล้านบาท เรียกได้ว่าสูงถึง 13-14% ของ GDP 17.9 ล้านล้านบาท ซึ่งจะถูกแบ่งออกไป 4 หมวดตามสิทธิประโยชน์ได้แก่  กองทุน 2 กรณี (ชราภาพ สงเคราะห์บุตร)  86.06%, กองทุนว่างงาน 6.8%, กองทุน 4 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ตลอดบุตร) และ กองทุนมาตรา 0.91%

ขณะเดียวกัน กองทุนประกันสังคมของ “ไทย” เองก็กำลังมีปัญหาทางการเงิน โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่ากองทุนประกันสังคมไทยมีความเสี่ยงที่จะไม่เพียงพอจ่ายสวัสดิการให้กับผู้ประกันตนในอนาคต “ในอีก 30 ปีข้างหน้า” ซึ่งก็เป็นปัญหาทางโครงสร้างประชากรศาสตร์ที่คล้ายกับสหรัฐ คือ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่วัยทำงานน้อยลง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำนำไปสู่การการบริหารจัดการ “สภาพคล่อง”ของกองทุนมีข้อจำกัด

ด้านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เคยตอบกระทู้ถามของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในประเด็นนี้ โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าถ้าไม่มีการแก้ไข หลังปี 2597 แนวโน้มบัญชีขาดดุล ขาดทุนในทุกๆ ปี แต่วันนี้เรายังมั่นใจว่า กองทุนประกันสังคมยังไม่มีความเสี่ยง พร้อมเสนอแนวทางออกว่า หลังจากปี 2568 เป็นต้นไปจะต้องนำกองทุนประกันสังคมไปหาดอกผลให้ได้ไม่น้อยกว่า 5%

ทั้งนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ. กรรมการวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว ถึง 4 วิธีการแก้ปัญหาฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมคือ 1.ปรับเพดานค่าจ้างเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณจ่ายเงินสมทบ

2.เพิ่มอายุผู้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญจากกองทุนชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปีอย่างค่อยเป็นค่อยไป

3.ศึกษาถึงความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราจ่ายเงินสมทบทั้งส่วนของนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐบาลเพื่อให้รายรับเพียงพอต่อรายจ่าย

4.ลดการแทรกแซงทางการเมือง ลดการใช้นโยบายประชานิยม