‘Toyota’ กำไรพุ่ง 2 เท่าทุบสถิติใหม่! อานิสงส์ไฮบริดโต 31% เงินเยนอ่อนค่า

‘Toyota’ กำไรพุ่ง 2 เท่าทุบสถิติใหม่! อานิสงส์ไฮบริดโต 31% เงินเยนอ่อนค่า

Toyota ประกาศผลประกอบการปี ‘66 ทำกำไรพุ่ง 2 เท่า ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้แรงหนุนเงินเยนอ่อนค่า และยอดขายรถไฮบริดโตแกร่ง แต่เตือนกำไรปีงบปัจจุบันอาจร่วง 20%

สำนักข่าวเดอะเจแปนไทมส์รายงานว่า บริษัทโตโยต้า มอเตอร์” (Toyota) บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการประจำปีงบประมาณ 2566 สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2567 โดยระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิสูงสุดทุบสถิติใหม่ที่ 4.94 ล้านล้านเยน (ราว 1.18 ล้านล้านบาท) โดยเพิ่มเป็นสองเท่าจากปีก่อนหน้า และมีรายได้สูงสุดทุบสถิติเช่นกันโดยเพิ่มขึ้น 21.4% อยู่ที่ 45.1 ล้านล้านเยน 

ผลประกอบการดังกล่าวดีกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ในเดือน ก.พ. ซึ่งคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านเยน และรายได้ที่ 43.5 ล้านล้านเยน โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินเยนที่อ่อนค่า รวมถึงยอดขายที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ "ไฮบริด" ซึ่งมียอดขายเติบโตถึง 31% 

เมื่อเดือนที่แล้ว Toyota รายงานว่าบริษัทขายรถยนต์ได้ 11.1 ล้านคันทั่วทุกแบรนด์ในปีงบประมาณ 2566 เพิ่มขึ้น 5% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทสามารถขายรถได้เกิน 10 ล้านคันทั่วโลก ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ ยอดขายรถยนต์ไฮบริดที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านคัน เช่น รุ่น Corolla และ RAV4 ส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนยังน้อยกว่ามาก อยู่ที่ 116,500 คัน

อย่างไรก็ตามแม้จะทำกำไรทุบสถิติใหม่ แต่ Toyota คาดการณ์ว่ากำไรในปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2568 คาดว่าจะปรับตัวลดลงถึง 27.8% เหลือ 3.57 ล้านล้านเยน เนื่องจากการลงทุนในธุรกิจที่เติบโต เช่น รถอีวีและรถไฮโดรเจน รวมถึงมีการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์

ยุทธศาสตร์ อีวี ยังล่าช้า

แม้ Toyota เป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฮบริดด้วยรุ่น Prius ที่ได้รับความนิยม แต่ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์ว่าบริษัทล่าช้าในการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ล้วน แม้ว่าความต้องการรถยนต์ปล่อยไอเสียต่ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

รายงานระบุว่า ค่ายรถเบอร์ 1 ในญี่ปุ่นกำลังพยายามเร่งการผลิตตามผู้เล่นรายอื่น โดยตั้งเป้าหมายที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้า 1.5 ล้านคันต่อปีภายในปี 2569 และ 3.5 ล้านคันภายในปี 2573

บริษัทหวังที่จะผลิตแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตทจำนวนมาก ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจช่วยให้ชาร์จไฟได้เร็วขึ้นและวิ่งได้ไกลขึ้น
ในปี 2566 จีนแซงหน้าญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน

เมื่อมองไปที่มูลค่าตลาดของ Toyota ยังตามหลัง Tesla ยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้าของอีลอน มัสก์ แม้ว่าช่องว่างดังกล่าว (เกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2564) จะแคบลงอย่างมาก โดยมูลค่าตลาด Toyota พุ่งขึ้น 34% ในปีนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดของ Tesla ซึ่งขายรถยนต์ได้ 1.8 ล้านคันในปีที่แล้ว ลดลง 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน

อ้างอิง: japantimes