แนวโน้มทุนจีนหลั่งไหลเข้าไทยสูงต่อเนื่องถึงปี 67

นักวิเคราะห์ทั้งชาวจีนและไทยเผยกับหนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์ส การลงทุนของจีนในไทยส่อเค้าสูงเหมือนเดิมในปีนี้ อานิสงส์ปัจจัยบวกมากมาย หลังจากจีนกลายเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุดของไทยในปี 2566
สื่อจีน “โกลบอลไทม์ส” รายงานว่า ตั้งแต่เดือน ธ.ค. ที่ผ่านมาบริษัทระดับเอแชร์ในตลาดหลักทรัพย์จีนอย่างน้อย 14 รายประกาศตั้งสาขา, ตั้งโรงงานใหม่, ขยายโรงงานที่มีอยู่ หรือเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยท่ามกลางกระแสการลงทุนของจีนที่หลั่งไหลเข้าสู่ไทยอย่างรวดเร็ว
แซดวายเอ็นพีคอร์ป ผู้ผลิตส่วนประกอบเครื่องยนต์สันดาป จากมณฑลเหอหนานทางภาคกลางของจีน เผยในเอกสารตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันพุธ (3 ม.ค.) ว่า บริษัทกำลังลงทุน 210 ล้านหยวน (ราว 1,000 ล้านบาท) สร้างฐานการผลิตในประเทศไทย
เซอร์กิตแฟโบโลจี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ อีควิปเมนท์ (Circuit Fabology Microelectronics Equipment) บริษัทผลิตแผงวงจรควบคุม ในมณฑลอานฮุยทางภาคตะวันออกของจีน กล่าวในวันเดียวกันว่ากำลังลงทุน 100 ล้านหยวน (486 ล้านบาท) เพื่อตั้งสาขาและซื้อที่ดินตั้งโรงงานในประเทศไทย
สวี่เกิง โหล่ว รองประธานบริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2566 ธุรกิจจีนแสดงถึงความต้องการลงทุนในประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวแทนธุรกิจกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าต่างมาเยือนนิคมอุตสาหกรรมอมตะ
นักวิเคราะห์ทั้งชาวจีนและชาวไทยเผยกับโกลบอลไทม์สว่า การลงทุนของจีนที่เพิ่มมากขึ้นได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (เอ็นอีวี) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้มาตรการจูงใจจากรัฐบาลไทย ขณะเดียวกันภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับกระแสต้านโลกาภิวัตน์ช่วยผลักดันแนวโน้มนี้
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายร่วมสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันในยุคใหม่ ในช่วงที่การค้าการลงทุนจีน-อาเซียนเติบโตต่อเนื่อง การลงทุนของบริษัทจีนในประเทศไทยจะเพิ่มสูงต่อไป
เหล่ย เซี่ยวหัว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนจากสถาบันสังคมศาสตร์กว่างซี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และยกให้การดึงดูดการลงทุนจากจีนเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุด
นอกจากนี้ นักลงทุนชาวจีนยังถูกใจประเทศไทยที่ซัพพลายเชนค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์และค่าแรงต่ำ รวมถึงผลประโยชน์และความสะดวกสบายจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซป) ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565
ส่วนความเคลื่อนไหวที่ส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนและความสัมพันธ์ทางการค้า เมื่อวันอังคาร (2 ม.ค.) นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ประกาศว่า ไทยและจีนจะยกเว้นวีซ่าให้พลเมืองจีนและไทยตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นต้นไป
หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า การยกเว้นวีซ่าระหว่างกันตอบสนองผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนสองประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดต่อสื่อสารกันใกล้ชิดในเรื่องนี้
หลังมีข่าวออกมา ภายในบ่ายวันอังคารการค้นหาคำว่า “กรุงเทพฯ” บน Mafengwo แพลตฟอร์มท่องเที่ยวของจีนพุ่งขึ้น 200%
ด้านหวง ปิน หัวหน้าแผนกจีน ศูนย์วิจัยกสิกร กล่าวว่า แบรนด์รถเอ็นอีวีจีนเกือบทั้งหมดเข้ามาลงทุนในไทยในปีที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการจูงใจที่รัฐบาลไทยเสนอให้ เช่น โครงการอีวี 3.5 ให้เงินอุดหนุนซื้อรถเอ็นอีวีและมีเป้าหมายส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางรถอีวีในภูมิภาค ส่วนนักลงทุนต่างชาติรัฐบาลมีนโยบายยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องมือใช้แล้ว
หวงกล่าวด้วยว่า การปรับรูปแบบห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลกยังทำให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากโดยเฉพาะบริษัทแผงวงจรเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เขาคาดว่า นโยบายยกเว้นวีซ่าระหว่างกันจะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุนทวิภาคีแม้จะค่อยเป็นค่อยไป
และในฐานะที่จีนเป็นแหล่งลงทุนใหญ่สุดของประเทศไทยในปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์รายนี้มองว่า กระแสนี้จะยังคงอยู่ในปี 2567
ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จีนผงาดขึ้นเป็นแหล่งยื่นขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) รายใหญ่สุดคิดเป็น 24% ของมูลค่าเอฟดีไอไทย ช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2566 ประกาศลงทุนรวม 9.74 หมื่นล้านบาทใน 264 โครงการ
ส่วนในปี 2567 เหล่ยกล่าวว่า การลงทุนในต่างประเทศของจีนจะเน้นหนักที่ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย





