วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘Geopolitics’ ภัยคุกคามใหญ่สุดที่ซีอีโอทุกคนพูดถึง!

ซีอีโอกลุ่มคลังสมองชื่อดังเผย สหรัฐกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนใหญ่ครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ถ้าผู้นำโลกเดินเกมพลาดอาจส่งผลเหมือนทศวรรษ 1930 จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด ซึ่งซีอีโอคนอื่นๆ ก็คิดแบบเดียวกัน

Key Points:

  • ซีอีโอสภาแอตแลนติกมอง สหรัฐกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
  • เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหันจากสงครามในตะวันออกกลางแต่สะสมกว่าห้าปีที่ผ่านมา
  • ขึ้นอยู่กับสหรัฐที่จะสร้างหลักประกันว่าระบบโลกยังใช้การได้

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงาน เฟรเดอริก เคมเป ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กลุ่มคลังสมองสภาแอตแลนติกกล่าวในเวทีสัมมนาออนไลน์ CNBC Global Evolve เมื่อวันพฤหัสบดี (2 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ถ้าผู้นำโลกผิดพลาดจะส่งผลเหมือนที่เกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด ซึ่งคณะผู้บริหารหลายบริษัทรู้สึกแบบเดียวกันนี้

“ซีอีโอทุกคน ธนาคารทุกแห่งที่ผมคุยด้วย กำลังคิดถึงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) อย่างที่ไม่เคยคิดถึงเมื่อห้าปีก่อน” เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหันจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับฮามาส แต่สะสมกว่าห้าปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อสถานภาพเดิมของตลาด

“สงครามของปูตินในยูเครนคือสัญญาณเตือน” เคมเปกล่าวและว่า ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมีการตั้งทีมวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และบริหารจัดการความเสี่ยงมากขึ้น

“ไม่มีมีใครพูดว่าไม่กระทบกับธุรกิจ จีโอโพลิติกเข้ามาในห้องประชุมผู้บริหารอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตผม” เคมเปกล่าวและว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลสำหรับเหล่าซีอีโอที่จะสรุปว่า สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก สี่ปีแรกของทศวรรษล่าสุดเกิดแรงกระแทกใหญ่สี่ครั้ง ได้แก่ โควิด, การถอนทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานอย่างโกลาหลบั่นทอนจุดยืนสหรัฐในเวทีโลก, ปูตินตัดสินใจรุกรานยูเครนจนธุรกิจต้องถอนตัวออกจากรัสเซีย ถึงตอนนี้สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสได้ปะทุขึ้น

“คุณอาจจะประเมินความเสี่ยงข้างหน้าไม่ได้ แต่ถ้าสี่ปีแรก (ของทศวรรษ) ยังเกิดแบบนี้ทำไมอีกหกปีที่เหลือจะมีอีกไม่ได้”

สามจุดเปลี่ยนใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ได้แก่ สงครามโลกครั้งที่ 1, ครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ตอนนี้ความตึงเครียดและความเสี่ยงสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

“โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่จะสร้างอันตรายได้มากขึ้นเร็วขึ้น”

เคมเปเชื่อว่า ขึ้นอยู่กับสหรัฐที่จะสร้างหลักประกันว่าระบบโลกยังใช้การได้ โดยอ้างว่าการตัดสินใจของสหรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นำไปสู่ลัทธิโดดเดี่ยวตนเอง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว คนเสียชีวิตหลายล้านคน ขณะที่สหรัฐ “ทำถูก” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้เกิดสถาบันระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)

ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เติบโตขึ้นระหว่างปรปักษ์ของสหรัฐ อย่างจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ยิ่งเพิ่มระดับความเสี่ยง

ประเทศเผด็จการร่วมมือกันใกล้ชิดอย่างที่เคมเปไม่เคยเห็นมาก่อน และแม้ว่าพวกเขาไม่ได้วางแผนต้านสหรัฐเป็นการเฉพาะ แต่ก็ไม่ต้องการให้สหรัฐ “บริหารระบบโลกอีกต่อไป” ซึ่งนี่เป็นความเสี่ยงใหญ่หลวง เคมเปไม่เชื่อว่า สหรัฐจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพันธมิตรได้มากพอต้านความร่วมมือของปรปักษ์

สิ่งที่เคมเปจับตามากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อไต้หวัน ที่อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากจีนมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก แต่การที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐคนใหม่พยายามแยกเงินช่วยเหลือทางทหารสำหรับอิสราเอลออกจากยูเครน โดยเงินช่วยเหลือยูเครนผูกติดกับกฎหมายความมั่นคงภายใน เคมเปจึงเชื่อว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับยูเครนมากที่สุดถ้าสหรัฐไม่สนับสนุนยูเครนมากพอ จีนอาจมองว่าเป็นไฟเขียวให้โจมตีไต้หวัน

เคมเปแนะนำให้บริษัททั้งหลายพึ่งพาจีนให้น้อยลงในห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยง และเพิ่มความยืดหยุ่น “เพราะคุณอาจหันเหความเสี่ยงครั้งหน้าไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงเสียก่อนแล้วไม่ประมาท” เคมเปกล่าวสอดคล้องกับ เจมี ไดมอน ซีอีโอเจพี มอร์แกนที่เคยส่งเสียงเตือนเมื่อเร็วๆ นี้

 “นี่อาจเป็นช่วงเวลาอันตายที่สุดของโลกในรอบหลายทศวรรษ”