วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่อง“อำนาจ” พาสปอร์ต ‘ไทย’ ในเวทีโลก ปรับตัวดีขึ้นหนึ่งอันดับจากปีที่แล้ว

“69” เป็นลำดับประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับ “อำนาจพาสปอร์ต" หรืออำนาจหนังสือเดินทาง 199 ประเทศทั่วโลก ในปี 2566 ของ Henley Passport Index (HPI) ซึ่งว่า อำนาจหนังสือเดินทางของไทย ปรับตัวดีขึ้นหนึ่งอันดับจากปีที่แล้ว

HPI เป็นดัชนีที่ Henley & Partners บริษัทให้คำปรึกษาด้านการย้ายถิ่นที่อยู่ จัดทำมา 18 ปีแล้ว โดยอ้างอิงข้อมูลหลักๆ จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ไออาต้า (IATA) 

ในปีนี้ HPI อธิบายว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตไทยสามารถเข้าได้ 79 ประเทศ/ดินแดน จากทั้งหมด 227 แห่ง โดยไม่ต้องขอวีซ่าหรือไปขอวีซ่า เมื่อเดินทางถึงปลายทางได้ (Visa on arrival - VOA)  

สำหรับภูมิภาคอาเซียน ไทยอยู่ลำดับที่ 4 ซึ่งประเทศที่มีอันดับดีกว่าไทย คือ “สิงคโปร์” อยู่ที่อันดับ 1 (เข้าได้ 193 ประเทศ/ดินแดน) มาเลเซีย อันดับ11 (เข้าได้183ประเทศ/ดินแดน) และบรูไน อันดับ21 (เข้าได้167 ประเทศ/ดินแดน) 
 

ส่วนอีก 6 ประเทศที่มีอันดับต่ำกว่าไทย คือ อินโดนีเซีย อันดับ74 (เข้าได้73ประเทศ/ดินแดน) ฟิลิปปินส์ อันดับ79 (เข้าได้66ประเทศ/ดินแดน) เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งมีอันดับเท่ากัน อันดับ87 (เข้าได้55ประเทศ/ดินแดน) และเมียนมา อันดับ93 (เข้าได้47ประเทศ/ดินแดน)

หากนับรวมติมอร์-เลสเต ว่าที่สมาชิกใหม่ของอาเซียนไปด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อยู่ในลำดับที่ “ดีกว่า” ไทย คืออันดับที่ 61 เข้าได้ 94 ประเทศ/ดินแดน  

แต่มีข้อสังเกตและข้อมูลสำคัญบางประการ อยากให้สาธารณชนไทยได้ทราบดังนี้
ประการแรก จำนวน 79 ประเทศ/ดินแดนที่ HPI ใช้อ้างอิงว่า พาสปอร์ตไทยสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าหรือไปขอ VOA นั้น เป็นข้อมูลคนละชุดกันกับข้อมูลของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวน 43 ประเทศ/ดินแดน แบ่งเป็นไม่ต้องขอวีซ่า 34 และขอ VOA ได้ 9 ประเทศ/ดินแดน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะกระทรวงการต่างประเทศนับเฉพาะข้อมูล “ทางการ” ที่ได้จากการติดต่อกับฝ่ายต่างประเทศ

ประการสอง การเพิ่มอำนาจให้พาสปอร์ตไทยเป็นนโยบายที่ทั้งรัฐบาลชุดนี้และชุดใหม่ให้ความสำคัญ โดย “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้ในฐานะที่ “การเพิ่มจำนวนประเทศที่ผู้ถือพาสปอร์ตไทยสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าหรือขอ VOA ได้” เป็นตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่างประเทศ แผนย่อย การส่งเสริมสถานะและเกียรติภูมิของไทยในเวทีโลก 

ขณะที่พรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาลใหม่ ก็มีนโยบายในเรื่องนี้ว่าจะ “พาคนไทยเดินทางไปได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า"  

ในฐานะนักการทูตฟังนโยบายเช่นนี้ ก็อดดีใจไม่ได้ว่า ไทยคงจะใช้ “หลักประติบัติต่างตอบแทน” มากขึ้นจากที่ผ่านมาที่มักเป็นฝ่ายเดียวที่ให้สิทธินักท่องเที่ยวหลายประเทศเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า  แต่กว่านักท่องเที่ยวไทยจะเข้าประเทศนั้นๆ ได้ ก็ต้องง่วนอยู่กับการขอวีซ่าและค่าใช้จ่ายที่สูง

ประการสาม กระทรวงการต่างประเทศกำลังผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยจัดทำแผนงานแล้ว และจะหยิบยกประเด็นขอยกเว้นวีซ่าหรือขอให้คนไทยสามารถขอ VOA ได้กับประเทศใดบ้าง ทั้งกับประเทศที่ไทยได้ให้สิทธิเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าฝ่ายเดียวอยู่แล้ว และกับประเทศใหม่ๆ ที่ไทยจะเปิดการเจรจาด้วยหลักต่างตอบแทน

ประการสี่ สุดท้ายต้องยอมรับว่า การที่ประเทศต่างๆ จะยอมรับพาสปอร์ตไทยมากขึ้น มีความเชื่อมโยงอย่างเลี่ยงไม่ได้กับปัญหาการลักลอบทำงานในต่างประเทศหรือการอยู่เกินกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตของคนไทยส่วนหนึ่ง

ดังนั้น การจะเพิ่มอำนาจให้พาสปอร์ตไทยจึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคนไทยทุกคนและทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายในต่างประเทศ และการยึดมั่นในหลักต่างตอบแทนที่กล่าวถึงข้างต้น