แหล่งพลังงานสีเขียวหายาก อุปสรรคแข่งขันบริษัทชิปเอเชีย

แหล่งพลังงานสีเขียวหายาก อุปสรรคแข่งขันบริษัทชิปเอเชีย

แหล่งพลังงานทดแทนที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจส่งผลให้ชิปจากเอเชีย ที่มีกระบวนผลิตใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าชิปจากสหรัฐและยุโรป ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับลูกค้าที่ตระหนักถึงผลกระทบจากโลกร้อน

การเข้าถึงแหล่งพลังงานทดแทนในตลาดเอเชียไม่เพียงพอ ทำให้บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตามหลังคู่แข่งในสหรัฐและยุโรปในการแข่งขันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

บริษัทผลิตชิปหลายแห่ง โดยเฉพาะชิปล้ำสมัย ใช้พลังงานในการผลิตมหาศาล ซึ่งไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง โค (ทีเอสเอ็มซี) บริษัทผลิตชิปใหญ่ที่สุดในโลก และซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทผลิตชิปหน่วยความจำชั้นนำของโลก ต่างพยายามลดคาร์บอนฟรุตพริ้นต์ในประเทศของตนเอง

“มาร์ก หลิว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ทีเอสเอ็มซี บอกว่า จากการประชุมประจำปีของบริษัทพบว่า การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนที่ล่าช้าของไต้หวัน ฉุดบริษัทให้ไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้

“โรงงานของเราในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐและจีน เปลี่ยนไปใช้พลังงานสีเขียวเต็มรูปแบบแล้ว แต่โรงงานในไต้หวันยังไม่ค่อยใช้พลังงานสีเขียวมากนัก เพราะความจริงแล้ว ไต้หวันยังไม่มีพลังงานสีเขียวให้ใช้อย่างเพียงพอ” หลิว ระบุ

 ด้านซัมซุง เผยว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความท้าทายด้านแหล่งพลังงานทดแทนมากที่สุดในโลก เนื่องจากหลายบริษัทมีทางเลือกซื้อขายพลังงานที่ค่อนข้างจำกัด โดยบริษัทคู่แข่งที่เล็กกว่าอย่าง เอสเค ไฮนิกซ์ รายงานว่า บริษัทใช้พลังงานทดแทน 4% ในปี 2564 ขณะที่บริษัทชิป เคียวเซีย (Kioxia) ของญี่ปุ่นใช้พลังทดแทนเพียง 0.02% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือน ม.ค. 2565

แหล่งพลังงานทดแทนที่มีอยู่จำกัด อาจส่งผลให้ชิปจากเอเชีย ที่มีกระบวนผลิตใช้พลังงานสีเขียวน้อยกว่าชิปจากสหรัฐและยุโรป เป็นเรื่องน่ากังวลมากขึ้นสำหรับลูกค้าที่ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบเกี่ยวกับโลกร้อน

“ดอริส ซู” ซีอีโอบริษัทโกลบอลเวเฟอร์ส ผู้ผลิตแผ่นเวเฟอร์ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มีโรงงานตั้งอยู่ใน 9 ประเทศ ทั้งทวีปเอเชีย สหรัฐ และยุโรปบอกว่า บริษัทผลิตชิปในยุโรปมีความต้องการซื้อแผ่นเวเฟอร์ ที่มีกระบวนการผลิตใช้พลังงานสีเขียวมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเทรนด์ในระยะยาว และจะกระทบการแข่งขันในตลาดผลิตชิปต่อไป

“การพิจารณาว่าบริษัทใช้พลังงานสีเขียวอย่างมากพอหรือเพียงพอ อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าบริษัทคุณจะได้รับคำสั่งซื้อในอนาคต เพราะลูกค้าจะเริ่มเปรียบเทียบราคา คุณภาพ และดูว่าบริษัทคุณใช้พลังงานสีเขียวหรือไม่”

แต่ซู ก็เตือนว่า ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ค่อนข้างมีความท้าทายในการหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนให้เพียงพอ

“ประเทศเหล่านี้มีประชากรจำนวนมาก และไม่ง่ายที่จะหาพื้นที่ให้เพียงพอต่อการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาฟาร์ม เพราะประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ เข้าถึงแหล่งพลังงานลมและโซลาร์ได้อย่างจำกัด การจัดหาพลังงานทดแทนจากประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์และการทูต" ซู กล่าว

นิกเคอิ เอเชีย วิเคราะห์ข้อมูลบริษัทต่าง ๆ ที่เปิดเผยออกมา พบว่า ซัมซุง ทีเอสเอ็มซี และเอสเค ไฮนิกซ์ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้พลังงานทดแทน 100% ในการดำเนินงานทั่วโลก ภายในปี 2593 ส่วนบริษัทผลิตชิปอินเทลของสหรัฐ อินฟินีออน และเอสทีไมโครอีเล็คโทรนิคส์ในยุโรป ตั้งเป้าใช้พลังงานสีเขียว 100% ก่อนปี 2573 ขณะที่เคียวเซียและโซนี่ ตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทนเต็มกำลังในปี 2583 แต่ยังคงตามหลังคู่แข่งชาติตะวันตก

การขาดแคลนพลังงานทดแทน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ของผู้ผลิตชิปในเอเชียเช่นกัน