ช่วงสองสามวันมานี้ ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างโบ้ยกันไปมาเกี่ยวกับแผนโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วย‘dirty bomb’ คือ ระเบิดที่มีสารกัมมันตรังสี ทำให้เกิดความหวาดระแวงไปทั่วโลกว่า สงครามที่ยืดเยื้อของสองประเทศนี้จะดำเนินไปจนถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงๆหรือ
แต่ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องนี้ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องคิดอย่างรอบคอบมากขึ้นในการเคลื่อนไหวเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยเฉพาะการสื่อสาร ต้องตรงไปตรงมา ชัดเจนและไม่ชวนให้เกิดการตื่นตระหนก
ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐ ระบุว่าได้รับการแจ้งเตือนจากรัสเซียว่ากำลังจะเปิดการซ้อมรบ ‘กองกำลังนิวเคลียร์’ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐมองว่าการกระทำแบบนี้ของรัสเซียจะช่วยลดโอกาสเกิด “ความเข้าใจผิด” กันขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ล่อแหลม
สหรัฐแถลงเมื่อวันอังคาร (25 ต.ค.) ว่า ปฏิบัติการซ้อมรบประจำปีภายใต้รหัส ‘Grom’ ของกองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย อาจจะมีการทดสอบยิงขีปนาวุธด้วย และที่ผ่านมารัสเซียก็เคยยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปในช่วงนี้
เจ้าหน้าที่สหรัฐ ระบุว่า รัสเซียมีพันธกรณีตามสนธิสัญญา New START ที่จะต้องแจ้งเตือนสหรัฐล่วงหน้า ก่อนจะมีการยิงขีปนาวุธดังกล่าว
“สหรัฐได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการและก็เป็นไปตามที่สหรัฐได้เน้นย้ำไปก่อนหน้านี้ว่า นี่คือการซ้อมรบประจำปีตามวงรอบปกติของรัสเซีย” พลอากาศจัตวา แพทริก ไรเดอร์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆเพิ่มเติม
ด้าน“เน็ด ไพรซ์” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ บอกว่า การแจ้งเตือนล่วงหน้าตามเงื่อนไขสนธิสัญญาถือเป็นสิ่งจำเป็นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
"ขณะที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการรุกรานโดยปราศจากการยั่วยุและขู่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ มาตรการแจ้งเตือนจะช่วยให้เราไม่ตื่นตระหนก และลดความเสี่ยงในการเข้าใจผิดกันได้” โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ กล่าว
การซ้อมรบครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับสหรัฐและชาติพันธมิตร เนื่องจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เคยขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ปกป้องดินแดนของรัสเซีย รวมถึงพื้นที่ 4 แคว้นในยูเครนที่รัสเซียประกาศผนวกเป็นของตนเอง
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา รัสเซียได้แจ้งต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า ยูเครนมีแผนจะใช้ “dirty bomb” หรือระเบิดนิวเคลียร์ภายในดินแดนของตนเองเพื่อใส่ร้ายรัสเซียว่าเป็นคนทำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเครน และตะวันตกออกมาปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว โดยบอกว่ารัสเซียจงใจแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อยกระดับความรุนแรงของสงคราม
เจ้าหน้าที่ตะวันตกแสดงความเชื่อมั่นว่าสามารถแยกแยะได้ระหว่างการซ้อมรบตามปกติของรัสเซีย กับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ออกมาโจมตีตามคำขู่ของประธานาธิบดีปูติน
การแจ้งไปยังประเทศตะวันตกว่ายูเครนมีแผนใช้ ‘dirty bomb’ มีขึ้นในขณะที่กองทัพยูเครนรุกคืบเข้าสู่เขตยึดครองของรัสเซียในแคว้นเคียร์ซอนได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนคาดว่ารัสเซียอาจต้องประสบความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในสมรภูมินี้ แน่นอนว่ายูเครนตอบโต้ทันควัน โดยประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี บอกว่าข้อครหาดังกล่าวบ่งชี้ว่ารัสเซียเองต่างหากที่มีแผนนำระเบิดอาบรังสีมาใช้ และตั้งใจโยนความผิดให้แก่รัฐบาลยูเครน
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. รัฐสภาดูมาของรัสเซีย ได้ให้สัตยาบันสนธิสัญญาเกี่ยวกับการผนวกดินแดนที่รัสเซียยึดมาได้จากยูเครน 4 แคว้น ได้แก่ โดเนตสค์, ลูแกนสค์,เคียร์ซอน และซาโปโรซี ซึ่งดินแดนต่าง ๆ ต่างลงคะแนนอย่างท่วมท้นให้เข้าร่วมกับรัสเซียในการลงประชามติเมื่อเดือนก.ย.
ภูมิภาคเคียร์ซอน มีความเชี่ยวชาญด้านการต่อเรือและเป็นที่รู้จักในด้านทำรีสอร์ทและเกษตรกรรม มีอาณาเขตที่ใหญ่ที่สุดของที่ดินทำกินในยูเครนที่มีอยู่เกือบ 20,000 ตารางกิโลเมตร ภูมิภาคนี้ ผลิตธัญพืช เมล็ดทานตะวัน และผัก ซึ่งเป็นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สองหรือบางครั้งถึงสามครั้งต่อฤดูกาล
นอกจากนี้ ยังมีแหล่งอุตสาหกรรมดั้งเดิมอื่น ๆ ได้แก่ การเพาะพันธุ์โคและการผลิตไวน์ และมีแผนจะพัฒนารีสอร์ทและแหล่งท่องเที่ยวซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทั้งทะเลอาซอฟและทะเลดำ
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่ารัสเซียอาจจะนำอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพทำลายล้างต่ำออกมาใช้ ซึ่งประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐก็เตือนรัสเซียว่า หากมีการนำมาใช้จริงจะถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ในวันอังคาร ประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ของเยอรมนี ได้เดินทางเข้ากรุงเคียฟแบบไม่อยู่ในหมายกำหนดการ เพื่อแสดงการสนับสนุนยูเครน โดยโฆษกของรัฐบาลเยอรมนีระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า การมาเยือนครั้งนี้เพื่อส่งสารที่มี 2 ด้านให้ทั้งชาวยูเครนและชาวเยอรมันได้รับรู้คือ สามารถพึ่งพาเยอรมนีได้ เยอรมนีจะเดินหน้าสนับสนุนยูเครนต่อไปทั้งด้านการทหาร การเมือง การเงิน และด้านมนุษยธรรม
สถานการณ์ล่อแหลมและอ่อนไหวจากปมการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและยูเครนเกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาด้านพลังงานอย่างหนักหน่วงถึงขั้นที่รัฐบาลยูเครนระบุว่า ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนไม่ควรจะกลับบ้านจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิในปีหน้า เพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อระบบพลังงานในประเทศ หลังถูกโจมตีจากรัสเซียหลายระลอกในช่วงที่ผ่านมา
“ไอรีนา เวเรชชุค” รองนายกรัฐมนตรียูเครน กล่าวว่า เครือข่ายพลังงานของยูเครนไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เพราะทุกคนก็เห็นว่ารัสเซียกำลังทำอะไรอยู่ ยูเครนจึงจำเป็นต้องเอาตัวรอดในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ให้ได้
เวเรชชุค กล่าวด้วยว่า แม้ว่าเธอต้องการให้ชาวยูเครนกลับบ้านในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่สิ่งสำคัญคือต้องงดเว้นการเดินทางกลับบ้านในตอนนี้ เพราะสถานการณ์มีแต่จะยิ่งเลวร้ายลง ถ้าเป็นไปได้ ขณะนี้ก็ขอให้อยู่ในต่างประเทศต่อไปก่อน





