ไทยเสนอยูเอ็นปฏิรูปสธ. รับมือภัยคุกคาม-ฟื้นเศรษฐกิจ

ไทยเสนอยูเอ็นปฏิรูปสธ. รับมือภัยคุกคาม-ฟื้นเศรษฐกิจ

การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (ยูเอ็นจีเอ) ครั้งที่77 เผชิญกับความท้าทายเพื่อตอบสนองบริบททั่วโลก หวังร่วมมือกันฟื้นฟูประเทศหลังเกิดโรคระบาดใหญ่ ท่ามกลางวิกฤติส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนและมนุษยชาติ และความยั่งยืนของโลกในระยะยาว

ดอน ปรมัตถ์วินัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับมอบหมายจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในการเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมยูเอ็นจีเอครั้งที่ 77 ภายใต้หัวข้อการอภิปรายหลักคือ “ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง: ทางออกที่พลิกรูปแบบเพื่อรับมือความท้าทายที่เชื่อมโยงกัน” ซึ่งเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันเต็มรูปแบบครั้งแรกที่จัดขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ในส่วนของไทยยึดมั่นในระบบพหุภาคี พร้อมสนับสนุนความพยายามของนานาชาติจัดการปัญหาด้านอาหาร พลังงาน การเงิน สร้างความมั่นใจในห่วงโซ่อุปทานอาหาร การจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนายั่งยืน และยกระดับการดูแลประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากโควิดได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ

ขณะที่ไทยมีบทบาทที่ชัดเจนในด้าน “สาธารณสุขและระบบสุขภาพ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ สะท้อนได้จากในช่วงระบาดใหญ่ที่ผ่านมา ไทยมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ดูแลประชาชนได้ครอบคลุมและทั่วถึง สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการฟื้นฟูประเทศทุกด้านอย่างรวดเร็ว

ระหว่างการประชุมยูเอ็นจีเอครั้งนี้ได้มีการจัดกิจกรรมคู่ขนานที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพประชาชนหลังโควิด-19 โดยดอนได้ร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม Foreign Policy and Global Health (FPGH) ดอนได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมด้านสาธารณสุขและการทำงาน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพที่เกิดใหม่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึง 3 มิติหลัก ได้แก่

1.มิติด้านความเท่าเทียมกัน ย้ำความสำคัญของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อฟื้นฟูระบบสาธารณสุขภายหลังโควิด-19 เร่งบรรลุเป้าหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและเพิ่มขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขมูลฐาน

2.มิติด้านความครอบคลุม การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันเตรียมพร้อมและรับมือกับการระบาดใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

3.มิติด้านความสอดคล้องของการปฏิรูปกับข้อริเริ่มอื่นๆ ด้านสาธารณสุข ซึ่งมีความจำเป็นในการกำหนดเป้าหมายและประเด็นสำคัญในลำดับต้นให้ชัดเจน เพื่อทำการปฏิรูปเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการจัดทำ “ตราสารระหว่างประเทศ” ที่มุ่งการปรับแก้ไขข้อบทสำคัญของกฎอนามัยระหว่างประเทศปี 2005

เพิ่มภูมิสุขภาพจิตเยาวชน อนาคตชาติ

อีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานคือการประชุมผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมและป้องกันสุขภาพจิตในโรงเรียนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้: การเรียกร้องให้ผู้นำและผู้บริจาคได้ดำเนินการเร่งด่วน” โดยดอนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของการปิดโรงเรียนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด- 19 ต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น และผลประโยชน์ด้านต้นทุนของการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต 

เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลและผู้บริจาครายต่าง ๆ ดำเนินมาตรการและลงทุนเรื่องการส่งเสริมและปกป้องสุขภาพจิตและจิตสังคมในภาคการศึกษา สำหรับนักเรียนและผู้ให้การศึกษาทุกคน เพราะพวกเขาเป็นอนาคตประเทศที่สำคัญ

ดอน ย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการพลิกโฉมและลงทุนด้านการศึกษา โดยเสนอให้พัฒนาโรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการการเรียนรู้ ควบคู่กับการสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะในบริบทภายหลังระบาดโควิด-19  เปรียบเหมือนการฉีด “วัคซีนเข็มกระตุ้น” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กทุกคน

เสริมแกร่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นอกจากนี้ ดอน ยังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีประจำปีของกลุ่มเพื่อนว่าด้วยความคุ้มครองสุขภาพและสุขภาพโลก ครั้งที่ 3 ซึ่งมีไทย ญี่ปุ่น และจอร์เจียเป็นประธานร่วม โดยมีองค์การอนามัยโลกเข้าร่วม ดอนกล่าวว่า การประชุมนี้มีความสำคัญเพื่อติดตามความคืบหน้าแนวทางการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และหาวิธีทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศต่างๆ ให้มีความก้าวหน้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพที่จะจัดขึ้นในปี 2566

ดอนอ้างข้อมูลจากดับเบิลยูเอชโอ ที่ระบุว่า ปัจจุบันประชากรมากกว่าครึ่งของทั่วโลกยังไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพตามที่พวกเขาต้องการ และในทุกๆปี มีผู้คนกว่า 100 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญความยากจน เพราะจ่ายเงินไปกับการดูแลรักษาสุขภาพ ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพแล้วพบว่า การจัดการทางเงินของหลักประกันสุขภาพเป็นเรื่องยากขึ้น

ในตอนท้ายดอน กล่าวว่า การให้ความสำคัญด้านการดูแลรักษาสุขภาพ และการลงทุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศต่างๆ เป็นการวางรากฐานให้กับระบบสุขภาพให้แข็งแรงและยืดหยุ่น จะเป็นทั้งการลงทุนและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมที่ “คุ้มค่า” ที่สุดเพื่อประชาชน