บรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างแสดงความผิดหวังกับสหรัฐมากขึ้น หลังจากคณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่มีความคืบหน้าในการผลักดันข้อตกลงการค้า
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ที่ผ่านมานั้น คณะบริหารของ ประธานาธิบดีไบเดน ได้ย้ำถึงความสำคัญของภาวะผู้นำของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นเพื่อรับมือกับอิทธิพลของจีน แต่ในประเด็นที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นข้อตกลงการค้าเสรีนั้น สหรัฐกลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้า
สหรัฐ ริเริ่มนโยบายกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งสนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆ แต่นับจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน และคณะบริหารของประธานาธิบดีไบเดน ก็ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวจะไม่รวมถึงการปรับลดภาษีนำเข้าหรือการเปิดทางให้สินค้าเอเชียเข้าสู่ตลาดสหรัฐได้สะดวกขึ้น
ในทางกลับกัน สิ่งที่สหรัฐให้ความสำคัญมากเป็นอันดับแรกในเอเชียคือ การกระชับความสัมพันธ์ด้านกลาโหม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะรับมือกับอิทธิพลของจีน ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้นำประเทศในเอเชียแทบไม่ได้ต้องการให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และจีนเพิ่มขึ้น
นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้เรียกร้องให้ทั้งสองประเทศยุติความขัดแย้งระหว่างกัน และให้หันมามุ่งเน้นด้านการค้ามากขึ้น
ขณะที่ นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ฟิลิปปินส์จะไม่ดำเนินการตามชาติมหาอำนาจ แต่จะกำหนดนโยบายต่างประเทศของตัวเอง
นายทอมมี โกะห์ เจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงของสิงคโปร์ และอดีตทูตสิงคโปร์ ประจำสหรัฐเปิดเผยในการประชุมสมาคมอเมริกันในสิงคโปร์ ว่า "ท่านให้ความสนใจภูมิภาคเอเชียด้วยการจดจ่ออยู่ที่ความมั่นคงประเด็นเดียว แต่ชาวเอเชียจำเป็นต้องพึ่งพาการค้าในการดำรงชีพ"
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สหรัฐมีต่อจีนนั้น ประธานาธิบดีไบเดน เปิดเผยเมื่อวันพุธ (11 พ.ค.) ว่า ทำเนียบขาวกำลังทบทวนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนซึ่งอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยบังคับใช้ และมีแนวโน้มที่จะยกเลิกทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดการพุ่งขึ้นของราคาผู้บริโภคในสหรัฐ
พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์ ศิลาวงษ์



