'สังคมแตกแยก'ปัญหาท้าทาย‘มาครง’สมัย2 โดยความตั้งใจในช่วง 5 ปีจากนี้ไปคือการทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศอิสระ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและผลักดันให้ยุโรปแข็งแกร่งมากขึ้น
เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกแล้วว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสอีกสมัย โดยงผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ หลังปิดหีบลงคะแนนเมื่อเวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงปารีส บ่งชี้ว่ามาครง จากพรรคเอน มาร์ช ได้คะแนนเสียง 58.6% เอาชนะ“มารี เลอเพน” คู่แข่งจากพรรคเนชันแนล ฟรอนต์ (เอฟเอ็น) ที่ได้คะแนนเสีย 41.4%
มาครง พร้อมบริจิตต์ มาครง ผู้เป็นภรรยาประกาศชัยชนะบนเวที ซึ่งจัดขึ้นที่ช็องเดอมาร์สในกรุงปารีส โดยมาครงกล่าวกับบรรดาผู้สนับสนุนว่า วาระการดำรงตำแหน่งใหม่นับจากนี้จะเปลี่ยนไปจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และความตั้งใจของเขาในช่วง 5 ปีจากนี้ไปคือการทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น และผลักดันให้ยุโรปมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
มาครง ถือเป็นประธานาธิบดีคนแรกของฝรั่งเศสที่ชนะเลือกตั้งได้ดำรงตำแหน่งต่อสมัยที่2 นับตั้งแต่“ฌาร์ก ชีรัก” ทำได้ในปี 2545
ด้านเลอเพน กล่าวกับบรรดาผู้สนับสนุนในกรุงปารีส ยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะวางมือจากแวดวงการเมือง พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่มีวันทิ้งฝรั่งเศส และกำลังเตรียมพรัอมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในเดือนมิ.ย.ที่จะมาถึง
อย่างไรก็ตาม หลังมีการประกาศผลการเลือกตั้งได้ไม่นาน ได้มีการชุมนุมประท้วงตามถนนสายต่างๆ ในกรุงปารีสและเมืองลียง โดยผู้ประท้วงพากันขว้างปาดอกไม้ไฟใส่ตำรวจ และจับกลุ่มร้องตะโกนคำขวัญบริเวณด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดี ขณะที่ตำรวจพยายามสลายฝูงชน ที่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว
แม้เลอเพน จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้ แต่เธอก็บอกว่าเป็นความพ่ายแพ้ที่งดงาม และยืนยันไม่ทอดทิ้งฝรั่งเศส พร้อมทำงานการเมืองต่อ
เลอเพน ผู้นำฝ่ายขวาวัย 53 ปี ซึ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้แก่มาครง เป็นครั้งที่สองบอกว่าเธอได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในสังคมฝรั่งเศส
ผลสำรวจพบว่าผู้สนับสนุน เลอเพน ส่วนใหญ่ คือกลุ่มคนใช้แรงงานชาวฝรั่งเศสที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากที่สุด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ เลอเพน พยายามลบภาพลักษณ์ผู้นำพรรคการเมืองขวาจัดที่ต่อต้านผู้อพยพ มาให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องประชาชนมากขึ้น จนเธอกลายเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นแรงงานในเมืองเล็กๆ ทั่วฝรั่งเศส
แต่นโยบายในการหาเสียงของเธอยังคงมีกลิ่นอายความเป็นชาตินิยมที่มีการกีดกันทางเชื้อชาติ เช่น การให้อภิสิทธิ์แก่พลเมืองฝรั่งเศสในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางสังคม การตัดลดงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพ หรือนโยบายห้ามสวบฮิญาบในพื้นที่สาธารณะ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ชาวฝรั่งเศสที่เชื่อมั่นในเรื่องของความเท่าเทียม สิทธิ เสรีภาพให้การสนับสนุนมาครงมากกว่าเธอ
ประเด็นที่น่าสนใจในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบนี้ คือ จำนวนคนออกมาใช้สิทธิ์ในวันเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบชี้ขาดมีไม่ถึง 72% ถือเป็นจำนวนต่ำที่สุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2512 หรือในรอบ 53 ปี
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบัตรเสียหรือบัตรที่คนไม่ลงคะแนนอีกถึงกว่า 3 ล้านใบ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้ออกมาใช้สิทธิ์ ปรากฏการณ์นี้ทำให้มาครงประกาศว่ารัฐบาลของเขาจะต้องแก้ไขสาเหตุของความคับข้องใจที่ทำให้ประชาชนไม่ออกมาใช้สิทธิ์หรือหย่อนบัตรเปล่า
ในประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ ตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาลงคะแนนที่มากกว่า 70% ถือเป็นตัวเลขที่สูง แต่สำหรับฝรั่งเศสถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ เพราะชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ที่ต่ำสะท้อนว่าประชาชนมองว่าผู้สมัครทั้งสองไม่ได้เป็นตัวแทนของพวกเขาอย่างแท้จริง
BFMTV รายงานว่า ตัวเลขคนออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก เมื่อวันที่ 10 เม.ย. หรือ 2 สัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 65% และมีรายงานว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่ออกมาใช้สิทธิ์ในรอบชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 เม.ย.
การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในเดือนมิ.ย.ที่จะถึงนี้ จะเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งแรก และมาครงอาจเผชิญหน้าการประท้วงจากชาวฝรั่งเศสทั่วประเทศถ้าเขาผ่านการปฏิรูปเงินบำนาญที่เป็นประเด็นร้อนของฝรั่งเศสซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มอายุขั้นต่ำเป็น 65 จาก 62 ปี
ประเด็นเงินบำนาญมักเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อคะแนนนิยมในตัวผู้นำประเทศ โดยคะแนนเสียงของมาครงเมื่อเทียบกับเลอเพนเมื่อปี 2560 สะท้อนว่าเขาไม่มีอำนาจแบบเดียวกันในการดำเนินการปฏิรูปที่เขาผลักดันเมื่อห้าปีก่อน แม้จะกลายเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่ 2 ภายในสองทศวรรษ
“การเลือกตั้งของเขาเป็นทางเลือกโดยปริยาย เขาเสี่ยงที่จะเป็นเป็ดง่อยที่ต้องเผชิญกับความไม่พอใจทางสังคมครั้งใหญ่ หากเขาต้องการดำเนินการปฏิรูปที่ละเอียดอ่อน เช่น เงินบำนาญ” คริสโตเฟอร์ เดมบิก นักเศรษฐศาสตร์จาก Saxo Bank ให้ความเห็นกับรอยเตอร์
“ฟิลิปป์ มาร์ติเนซ” หัวหน้าสหภาพแรงงานซีจีที ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ และเป็นหนึ่งในสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส เตือนมาครงว่าเขาอาจจะไม่มีช่วงเวลาแห่งการฮันนีมูน และเขาต้องเจอการชุมนุมประท้วงแน่ๆหากไม่ถอนตัวจากแผนการปฏิรูปสวัสดิการ
อีกประเด็นที่น่าจับตามองและถือเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลมาครงสมัย2 คือราคาพลังงานที่แพงขึ้น ตอนนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางกลุ่มร้องเรียนเรื่องราคาอาหารที่จำเป็นทุกประเภทแพงขึ้นมาก เช่น น้ำมันดอกทานตะวันที่ผลิตในยูเครน หรือข้าวและขนมปัง
เมื่อปี 2561 ราคาน้ำมันที่แพงมากจุดชนวนให้เกิดความไม่สงบทางสังคมที่เลวร้ายที่สุดของฝรั่งเศสมีการก่อจลาจลของกลุ่มคนที่เรียกว่า “เสื้อกั๊กเหลือง” ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักงันหลายเดือนทั้งในกรุงปารีสและที่อื่นๆทั่วฝรั่งเศส



