ยศชนัน นำ 62 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ผสานเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ประกาศกลางเวทียูเอ็น "เปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ"
KEY POINTS
- ประเทศสมาชิก ESCAP มีมติรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพฯ" เพื่อใช้เทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในภูมิภาค
- ปฏิญญามุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และ Big Data เข้ากับกิจการอวกาศ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
- ปฏิญญาฉบับนี้จะใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคไปจนถึงปี 2573 โดยประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน
กรุงเทพมหานคร – รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP-เอสแคป)
จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5 (The Fifth Ministerial Conference on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific, MC-5) ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมครั้งนี้ว่า ไทยได้โชว์ศักยภาพการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ ในฐานะเจ้าภาพร่วมกับ ESCAP
โดยเดินหน้าผลักดันจนที่ประชุมมีมติรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Bangkok Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific)" อย่างเป็นทางการ
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากฉันทามติของประเทศสมาชิก ESCAP ทั้ง 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 9 แห่ง ซึ่งจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคยาวไปจนถึงปี 2573
สาระสำคัญของปฏิญญาฉบับนี้ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายระดับโลก เมื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีเพียงร้อยละ 15–17 เท่านั้นที่มีแนวโน้มจะบรรลุผลทันภายในปี 2573
กลุ่มประเทศสมาชิกจึงต้องเร่งประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศในการอุดช่องว่างดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data, Cloud, Quantum และการสื่อสารผ่านดาวเทียม เข้ามาประยุกต์ใช้กับกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
พร้อมกันนี้ จะเปิดกว้างให้ภาคเอกชน สตาร์ตอัป เอสเอ็มอี รวมถึงสถาบันการศึกษาและงานวิจัย เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าสร้างกลไกการแบ่งปันข้อมูลโดยสมัครใจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงถึงกันได้
เป้าหมายหลักของการแบ่งปันข้อมูล คือการยกระดับการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
ปฏิญญากรุงเทพฯ ฉบับนี้ จะถูกใช้เป็นกรอบทิศทางหลักสำหรับ "แผนปฏิบัติการเอเชียและแปซิฟิกฯ ระยะที่ 3" (ค.ศ. 2026–2030) เพื่อสานต่อเป้าหมายไปจนถึงการประชุมสมัยที่ 6 ในปี 2573
ในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลง ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ปัจจุบันการทำงานร่วมกันระหว่างดาวเทียมออปติคัล ดาวเทียมเรดาร์ และเทคโนโลยี AI ทำให้เราสามารถติดตามวิกฤตอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้แม่นยำกว่าที่เคยมีมา
ทว่าโจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ คือการแปลงชุดข้อมูลเหล่านั้นไปสู่ "การตัดสินใจ" ที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้จริงในเวลาวิกฤติ รองนายกฯ จึงได้นำเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบ 3P ต่อที่ประชุม
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย
- People ประชาชน -> ปกป้องชีวิตผู้คน เสริมสร้างความสามารถในการรับมือและบริหารจัดการ: โดยผสมผสานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจโลก แบบจำลองต่างๆ ข้อมูลจากภาคพื้นดิน เข้ากับนวัตกรรมดิจิตัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง พยากรณ์และประเมินภัยพิบัติรวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ยกระดับจากการทำแผนที่ภัยพิบัติไปสู่การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพในภูมิภาค
- Prosperity ความเจริญรุ่งเรือง -> เสริมสร้างขีดความสามารถ สร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีอวกาศ: เสนอให้ร่วมกันพัฒนาความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านอวกาศทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เชื่อมโยง องค์การอวกาศ (GISTDA) สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรมอวกาศ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัย ความเชี่ยวชาญ ความสามารถที่สำคัญไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
- Partnership ความร่วมมือ -> เชื่อมโยงศักยภาพ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน: เสนอยกระดับจากการแบ่งปันแบบเฉพาะกิจไปสู่ระบบระดับภูมิภาคที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันข้ามพรมแดนสำหรับอุทกภัย ภัยแล้ง และหมอกควัน โดยประเทศไทยสามารถช่วยเชื่อมโยง ESCAP หน่วยงานพันธมิตรจากประเทศสมาชิก และเครือข่ายวิจัยเกี่ยวกับกรณีการใช้งานจริง
"คุณค่าของดาวเทียมไม่ได้วัดเพียงจากสิ่งที่มองเห็น แต่วัดจากชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่มันสามารถช่วยปกป้องเอาไว้ได้" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
"เราต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและระบบที่เชื่อมโยงถึงกันได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค"
ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในสมัยที่ 3 เมื่อปี 2561 จนนำไปสู่แผนปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
ศ.ดร.ยศชนัน ปิดท้ายถ้อยแถลงว่า "ขอให้เทคโนโลยีอวกาศช่วยปกป้องผู้คน พิทักษ์โลกของเรา สร้างความมั่งคั่ง ส่งเสริมสันติภาพ และกระชับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันตลอดไป"
ทั้งนี้ ในการประชุม MC-5 นี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้แทนของประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานการประชุมฯ





