บพข. เดินหน้าดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล สนับสนุนทุนวิจัยพัฒนา "Digital MRV" หรือ "AI Carbon Auditor" แพลตฟอร์มทวนสอบคาร์บอนเครดิตอัตโนมัติฝีมือคนไทย คว้าโปรเจกต์ World Bank
KEY POINTS
- บพข. สนับสนุนทุนวิจัย "AI Carbon Auditor" จนได้รับเลือกให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในโครงการ Low Carbon City ของ World Bank
- แพลตฟอร์มดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI และ Blockchain เพื่อทวนสอบคาร์บอนเครดิตอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างความโปร่งใสป้องกันการฟอกเขียว
- ความสำเร็จนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตไทยสู่สากล และมีแผนขยายการใช้งานไปยังต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย
จากการประกาศยุทธศาสตร์ “เมืองคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon City) ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จครั้งสำคัญในการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนา
"Digital MRV" หรือ "AI Carbon Auditor" นวัตกรรมระบบติดตาม รายงานผล และทวนสอบคาร์บอนเครดิตอัตโนมัติฝีมือคนไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงในเวทีระดับโลกว่าเป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลระดับชาติ” ที่สำคัญในการสร้างความโปร่งใสให้ตลาดคาร์บอนเครดิต
ล่าสุดระบบดังกล่าวได้รับการยอมรับระดับสากล และถูกนำไปใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในโครงการ Low Carbon City ของ World Bank ร่วมกับ EXIM Bank และธนาคารกรุงไทย (KTB) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือเทียบชั้นสากล พร้อมลุยขยายตลาดสู่ต่างประเทศ
แก้โจทย์ใหญ่ตลาดคาร์บอน: ทลายข้อจำกัดเดิมด้วย AI และ Blockchain ป้องกันการฟอกเขียว
ท่ามกลางการขยายตัวของตลาดคาร์บอนทั่วโลก กระบวนการ MRV (Measurement, Reporting and Verification) หรือการตรวจวัด รายงานผล และทวนสอบ กลายเป็นรากฐานที่ตัดสินว่าคาร์บอนเครดิตแต่ละหน่วยมีคุณค่าและน่าเชื่อถือเพียงใด
เพราะผู้ซื้อ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต่างต้องการข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และผ่านการทวนสอบอย่างเป็นอิสระ หากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ มูลค่าของคาร์บอนเครดิตก็ลดลงตามไปด้วย
ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ต้นทุนการทวนสอบข้อมูลที่สูงลิ่ว ระยะเวลาการดำเนินการรับรองที่ยาวนานนับปี และปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการทำ MRV แบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาการเก็บข้อมูลภาคสนามและเอกสารด้วยมือ ตรวจสอบเป็นรอบ จึงใช้เวลา มีต้นทุนสูง และเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Digital MRV (d-MRV) ซึ่งนำเซนเซอร์ IoT ระบบ Cloud และ AI มาเก็บและประมวลผลข้อมูลจากต้นทางอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแนวทางที่ตลาดคาร์บอนทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้ข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดการพึ่งพาการทำงานด้วยมือ
คว้าโปรเจกต์ระดับโลก: ชนะซอฟต์แวร์ต่างชาติ คว้างาน World Bank ยกระดับสู่มาตรฐานสากล
แพลตฟอร์ม Digital MRV ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. จึงถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ดร.ศกยง พัฒนเวคิน เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
โดยทำหน้าที่เสมือน "AI Carbon Auditor" ที่เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทวนสอบให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ช่วยให้การประเมินมีความแม่นยำ รวดเร็ว และลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล เปิดโอกาสให้โครงการขนาดเล็กและกลุ่มธุรกิจ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีการประทับตราข้อมูล (Stamp) ด้วยระบบ Blockchain และใช้ AI ทำการตรวจสอบความถูกต้องแบบ Cross-check ถึง 3 ระดับ ควบคู่กับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ผ่าน VPN
ทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางย้อนกลับของคาร์บอนเครดิต (Traceability) ได้อย่างโปร่งใส อุดช่องโหว่ปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและนักลงทุนจนถึงระดับมาตรฐานสากล
ระบบของเวคินออกแบบให้ครอบคลุมครบทั้งวงจร MRV ตั้งแต่การตรวจวัดข้อมูลจากต้นทางด้วยอุปกรณ์ IoT การรวบรวมและรายงานผ่านระบบ Cloud และฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการทวนสอบด้วย AI และการประทับตราข้อมูลบน Blockchain
โดยรองรับข้อกำหนดด้านการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบภายใต้มาตรฐานคาร์บอนระดับสากลอย่าง Gold Standard เพื่อเพิ่มโอกาสให้คาร์บอนเครดิตจากโครงการในไทยเข้าถึงผู้ซื้อและแหล่งเงินทุนต่างประเทศ
คว้าสิทธิ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในโครงการ Low Carbon City ของ World Bank
ความสำเร็จจากการพัฒนาระบบในระยะเวลาเกือบ 3 ปี ด้วยทุนสนับสนุนจาก บพข. ส่งผลให้ระบบดังกล่าวสามารถแข่งขันชนะระบบจากต่างประเทศ และได้รับเลือกให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการ Low Carbon City ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก World Bank และกระทรวงการคลัง
โดยมีธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ และมี EXIM Bank ร่วมสนับสนุนทุน
ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประเทศไทยประหยัดงบประมาณจากการนำเข้าซอฟต์แวร์ต่างชาติปีละหลายสิบล้านบาท แต่ World Bank ยังได้นำแพลตฟอร์มนี้ไปเป็นกรณีศึกษาให้กับต่างประเทศอีกด้วย
ด้วยการตรวจสอบย้อนกลับได้ รองรับมาตรฐานสากล และการได้รับเลือกเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการระดับโลก ทำให้ d-MRV ของเวคินไม่ใช่เพียงทางเลือกแทนซอฟต์แวร์ต่างประเทศ แต่มีศักยภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลคาร์บอนที่ประเทศอื่นนำไปใช้ได้จริง และเป็นก้าวสำคัญที่จะพาเทคโนโลยีไทยสู่เวทีโลก
รุกตลาดต่างประเทศ: ปักปักหมุดอาเซียน-อินเดีย ต่อยอดสู่กลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน แพลตฟอร์ม AI Carbon Auditor กำลังขยายการให้บริการไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย
โดยในระยะต่อไป มีแผนที่จะพัฒนาระบบเพื่อรองรับกลไก Climate Finance โดยนำคาร์บอนเครดิตมาใช้เป็นส่วนลดชดเชยอัตราดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนต่อไป





