ปัจจัยหลักฉุดรั้งคะแนนไทยคือ ความซ้ำซ้อนของสถาบัน กฎระเบียบไม่ทันสมัย หากสามารถปรับแก้ได้จะส่งผลให้อันดับของไทยขยับก้าวกระโดด
KEY POINTS
- ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 44 ในดัชนีนวัตกรรมโลกปี 2569 (GII 2026) ขยับขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน และเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง
- ไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นติดอันดับโลกหลายด้าน เช่น การยื่นขออนุสิทธิบัตร (อันดับ 5) การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (อันดับ 6) และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (อันดับ 8)
- จุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งอันดับของประเทศคือด้านสถาบันและกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรค รวมถึงงบประมาณด้านการศึกษาที่อยู่ในอันดับต่ำ
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เผยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ประจำปี 2569 (Global Innovation Index: GII 2026) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569
ภาพรวมสวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 16 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปีก่อน (อันดับ 45) และรั้งอันดับที่ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income Economies) รองจากจีนและมาเลเซีย
การจัดอันดับในปีนี้ ภายใต้แนวคิด ‘การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า’ มีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 79 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นดัชนีย่อย 2 ด้าน คือ
1) ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านสถาบัน ด้านทุนมนุษย์และการวิจัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบตลาด และด้านระบบธุรกิจ
2) ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์
โดยจะคำนวณจากค่าเฉลี่ยของดัชนีย่อยปัจจัยเข้าทางนวัตกรรมและดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม
79 ตัวชี้วัดสะท้อนจุดแข็ง-จุดอ่อนของประเทศไทย
ปีนี้ WIPO ได้ทำการประเมินผ่าน 79 ตัวชี้วัด ได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยหลายด้าน โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านการยื่นขออนุสิทธิบัตรในประเทศ (Utility Models by Origin) มีความโดดเด่นที่สุดโดยครอง อันดับที่ 5 ของโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
สะท้อนถึงศักยภาพการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดจริง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจุดแข็งเด่นอื่นๆ ที่สามารถทำอันดับติด Top 10 ของโลก ได้แก่ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods Exports) ครองอันดับ 6 ของโลก
การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Exports) ครองอันดับ 8 ของโลก บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (Research Talent) ครองอันดับ 7 ของโลก
ขณะที่ตัวชี้วัดในเรื่อง การยื่นขอสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial Designs by Origin) อันดับ 30 ของโลก (ขยับดีขึ้น 4 อันดับ) การลงทุนซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศ (IP Payments) อันดับ 20 ของโลก สะท้อนความตื่นตัวของภาคธุรกิจในการนำเข้าและถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับโลก
ระบบตลาดและการลงทุน การแข่งขันในตลาดดีขึ้นสู่อันดับ 23 (จากเดิมอันดับ 30) และมิติการลงทุนดีขึ้นสู่อันดับ 45 (จากเดิมอันดับ 50) มิติสิ่งแวดล้อม อันดับปรับตัวดีขึ้น ผลจากการตื่นตัวเรื่อง Green Technology, Zero/Climate และ Nature Positive
การเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
สิงคโปร์: อันดับ 5 ของโลก
มาเลเซีย: อันดับ 34 ของโลก (คงที่)
เวียดนาม: อันดับ 43 ของโลก (ขยับขึ้น 1 อันดับจากอันดับ 44)
ไทย: อันดับ 44 ของโลก (ขยับขึ้น 1 อันดับจากอันดับ 45)
ฟิลิปปินส์: อันดับ 52
อินโดนีเซีย: อันดับ 55
กัมพูชา: อันดับ 93
สำหรับประเทศเวียดนามยังคงนำหน้าไทยอยู่ 1 อันดับ (เวียดนาม อันดับ 43, ไทย อันดับ 44) แม้โครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามกับไทยจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่เวียดนามมีความโดดเด่นด้านแนวโน้มการลงทุน (Investment) ที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งมีเสถียรภาพทางการเมืองในรูปแบบเฉพาะ มีนโยบายที่ต่อเนื่อง มุ่งเน้นการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เวียดนามยังได้ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและการศึกษา (Reorganization) มาแล้วประมาณ 3–4 ปี ทั้งการยุบรวมมหาวิทยาลัยและปรับปรุงหลักสูตร เพื่อเร่งสร้างกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต
สถาบันและกฎระเบียบ จุดเปราะบางที่สำคัญของไทย
ส่วนจุดอ่อนหรือจุดเปราะบางที่สำคัญของไทย ได้แก่ สถาบันและกฎระเบียบ (Institutions / Law & Regulation) ที่ยังคงเป็นจุดอ่อนหลักที่ฉุดรั้งคะแนนของประเทศ ข้อบังคับและกฎหมายบางประการยังเป็นพันธนาการต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ
หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ควรมีภารกิจซ้ำซ้อน แต่ควรทำงานเสริมกัน เพราะความซ้ำซ้อนไม่เพียงทำให้ใช้งบประมาณสูงขึ้น แต่ยังทำให้การทำงานร่วมกันยากขึ้น โดยเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง
ขณะที่ประเด็นด้านกฎหมายและกฎระเบียบ แม้ไทยจะผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศอื่นๆ เดินหน้าได้เร็วกว่า การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ รวมถึงการปรับกฎหมายและกฎระเบียบ เป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขันและระบบนวัตกรรมของประเทศ การแก้ปัญหาในส่วนนี้จึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่ออันดับ แต่ยังส่งผลต่อการทำธุรกิจ การลงทุน และผู้ประกอบการไทยด้วย
เราจึงกลายเป็น benchmark หรือตัวเปรียบเทียบให้กับประเทศอื่น ๆ หากแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ ดัชนีนวัตกรรมโลกจะดีขึ้นทันที รวมถึงการวัดดัชนีด้านอื่น ๆ อีกด้วย
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างประเทศที่มีจุดแข็งของปัจจัยด้านสถาบัน โดยมีแผนระดับประเทศที่ก้าวกระโดด และกล้าที่จะปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อลดความซ้ำซ้อน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ได้คะแนนต่ำคือ ทุนมนุษย์ ซึ่งสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP อยู่อันดับที่ 119 จาก 139 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าอยู่อันดับต่ำมาก
“หนึ่งในจุดที่ไทยต้องกลับมาดูอย่างจริงจังคือการศึกษา คำถามไม่ได้อยู่เพียงว่าประเทศจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาไว้เท่าไร แต่อยู่ที่เงินเหล่านั้นที่ใส่ลงไปสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา”
ตัวชี้วัดด้านสภาวะการเมืองปรับตัวลดลง สิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) หรือ สัดส่วนการยื่นจดสิทธิบัตรสากลผ่านระบบ PCT ยังไม่สูง ทำให้ขาดการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ในต่างประเทศ ความสามารถในการดูดซับเทคโนโลยี (Absorptive Capacity) และสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีภายในประเทศยังคงต้องได้รับการเร่งยกระดับ
“อันดับ 44 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ดีขึ้นจากปีก่อน แต่ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า ในวันที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้า สิ่งที่ไทยต้องเร่งคือเปลี่ยนสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำ ให้เกิดผลขึ้นจริง”
แนวทางการดำเนินงานต่อไปของ NIA
ดร.กริชผกา กล่าวถึงทิศทางและแนวทางการดำเนินงานต่อไปของ NIA เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศและผลักดันอันดับ GII ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้วางแนวทางขับเคลื่อนสำคัญดังนี้
1.ปรับบทบาทจาก "ผู้ให้ทุน" สู่ "ผู้ร่วมลงทุน" (From Grantor to Co-investor) เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนโดยตรง ใน 3 รูปแบบ ได้แก่
Corporate Co-funding ร่วมสนับสนุนสตาร์ตอัป และเอสเอ็มอี ระยะ Seed ถึง Series A หรือมีรายได้ 0.5–20 ล้านบาท ร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA PE Trust
ร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในระยะ Series A ถึง Pre-IPO หรือมีรายได้ 20–100 ล้านบาท เพื่อเชื่อมสู่ตลาดทุน และ Holding Company
ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน หรือผ่านกองทุนของกองทุน (Fund of Funds) ครอบคลุมธุรกิจเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
2.สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบไร้รั้ว (Shared Space & Ecosystem) มุ่งลดอุปสรรคและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่าง Startup, VC, CVC, Corporate Partner และ Global Investor
เร่งพัฒนาย่านนวัตกรรม เช่น ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธี (YMIC) เชื่อมโยงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย EECi และ กทม. ให้เป็นพื้นที่เปิด (Walking Street / Innovation Check-in) ในการแชร์เทคโนโลยีและพื้นที่ทำงานร่วมกัน
3.ผลักดัน Startup ไทยขยายสู่ตลาดโลก (Global Scaling & Cross-Border Collaboration) แก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบ (Law & Regulation) พร้อมเชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่ (Corporate Validation) ให้มาใช้ Solution ของ Startup และนำพา Startup ไทยขยายสเกลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในเอเชียและระดับโลก
4.นำเทคโนโลยี AI มาช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI Agent และแชตบอต (เช่น BOTNOI หรือเครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติ) เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยในการทำธุรกิจ ออกบูธต่างประเทศ และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ
พัฒนา Data Platform ติดตาม Journey ของผู้ประกอบการ บูรณาการข้อมูลร่วมกับ WIPO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเปิดตัว Data Platform ในอีก 3–4 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตาม Journey ของผู้ประกอบการนวัตกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
5.ผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อน IP เชิงพาณิชย์ ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ WIPO ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยื่นจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) เพื่อต่อยอดผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมไปสู่การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม.





