วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

PE Trust กองทุนพันล้าน ปลดล็อกแหล่งทุนสตาร์ตอัปสู่ IPO

Private Equity Trust (PE Trust) หรือกองทุนเพื่อกิจการเงินลงทุน มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท ถูกตั้งความหวังที่จะเป็นกลไกแก้ปัญหาคอขวดด้านแหล่งเงินทุนให้กับสตาร์ตอัป- SMEs

KEY POINTS

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ CMDF ริเริ่มจัดตั้งกองทุน PE Trust ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 600 ล้านบาท โดยตั้งเป้าระดมทุนระยะแรก 1,000 ล้านบาท
  • กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสตาร์ตอัปและธุรกิจนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-Tech)
  • เป้าหมายสูงสุดคือการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้สตาร์ตอัปสามารถเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายใน 5 ปี

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมเป็นผู้ริเริ่มใส่เงินทุนตั้งต้นองค์กรละ 300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าระดมทุนรวมระยะแรกที่ 1,000 ล้านบาท จากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและพันธมิตรภาคเอกชน (Limited Partners: LPs)

ทั้งนี้ Private Equity Trust (PE Trust) หรือกองทุนเพื่อกิจการเงินลงทุน ยังมีศักยภาพขยายขนาดได้ถึง 2,000 ล้านบาท หรือสูงสุด 10,000 ล้านบาท หากมีผู้สนใจเข้าร่วมเพิ่มเติม

ปลดล็อกทุนหมุนเวียนนวัตกรรมไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม (Traditional Economy) ซึ่งอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจโลก

แม้ประเทศจะมีผู้ประกอบการ สตาร์ตอัปและ SMEs ที่มีศักยภาพสูงด้านเทคโนโลยีและงานวิจัย แต่ปัญหากลุ่มนี้มักเจอตอสำคัญคือ “ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนในอดีตยังติดขัดข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบภาครัฐ ซึ่งต้องใช้เวลานานเกือบ 2 ปีในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานมหาชนสามารถถือหุ้น และดำเนินกลไกสนับสนุนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สองกลไกเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรม

ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ 

อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัยและตลาดทุน 

การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว

  • University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ
  • PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ-CMDF ทุนประเดิมรวม 600 ล้านบาท

PE Trust ไม่เน้นการดึงผลกำไรออกไปใช้ส่วนตัว แต่ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนจะถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่กองทุน เพื่อใช้นำไปสนับสนุนสตาร์ตอัปรุ่นต่อๆ ไปอย่างยั่งยืน

ความคืบหน้าปัจจุบัน กองทุน PE Trust อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้ง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และ CMDF กำลังเปิดรับสมัครผู้จัดการกองทุน (Trust Manager) เข้ามารับหน้าที่บริหารจัดการเงินทุน หลังจากได้ Trust Manager และรวบรวมเงินทุนครบ 1,000 ล้านบาทแล้ว กระบวนการลงสนามอัดฉีดเงินทุนจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า

ความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ PE Trust แตกต่างจากกองทุน PE ทั่วไป คือการไม่เพียงแค่ให้เงินทุน แต่ยังมาพร้อมกับระบบสนับสนุนที่ครบวงจร โดยพันธมิตร LPs และผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาช่วยด้าน

1.วางกลยุทธ์และบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดด 

2.ยกระดับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) ผ่านกระบวนการคัดกรองตามมาตรฐาน ก.ล.ต.

3.การสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต: ครอบคลุมกลุ่ม AI, การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Health/Wellness), พลังงานสะอาด (Clean Energy), ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors), เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และอุตสาหกรรมอาหาร

เป้าหมายสูงสุดคือการปั้นบริษัทเหล่านี้ให้มีความพร้อมในการระดมทุน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น MAI หรือ Live Exchange (LiVEx) ภายในระยะเวลา 5 ปี

“คาดว่าจะใส่เงินลงทุนก้อนแรกในบริษัทนวัตกรรมอย่างน้อย 2 แห่งภายในปี 2569 และตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2575 จะมีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนผ่านโครงการนี้จำนวน 5 หลักทรัพย์ พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ หรือยูนิคอร์น จำนวน 1 บริษัท”

NIA ผสาน พ.ร.บ.Startup

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศนวัตกรรม ภาครัฐยังได้ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. Startup ซึ่งคาดว่าจะผ่านสภาอย่างเร็วที่สุดปลายปีนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนมีนาคมปีหน้า

กฎหมายฉบับนี้จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคสำคัญ ทั้งเรื่องโครงสร้างการถือหุ้น การแปลงหุ้น หุ้นสำหรับพนักงาน (ESOP) และกลไกการถอนการลงทุน (Exit)

สำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปที่สนใจ PE Trust จะมุ่งเน้นกลุ่มที่มีความพร้อมในระยะ Series A ขึ้นไป (High Potential) ส่วนสตาร์ตอัปในระยะเริ่มต้น (Early Stage) ยังมีกลไกสนับสนุนรองรับผ่าน Venture Builder ของ NIA และโครงการ Holding ร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อบ่มเพาะให้พร้อมก่อนก้าวสู่ประตูของ PE Trust ต่อไป