สอวช.ผสาน University Holding company (UHC) 15 แห่ง สร้างเครือข่ายความร่วมมือ UHC Consortium กลไกเชื่อมโยงการลงทุนและนำผลงานวิจัยนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
KEY POINTS
- UHC Consortium คือการรวมตัวของบริษัทโฮลดิ้ง 15 มหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และผลักดันสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลก
- เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุน (Co-invest) ในเทคโนโลยีข้ามสถาบันได้ เพื่อเพิ่มขนาดเงินทุน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และลดความเสี่ยง
- มีเป้าหมายเพื่อทลายข้อจำกัดของตลาดในประเทศ และสร้างระบบนิเวศให้ธุรกิจที่เกิดจากงานวิจัยสามารถเติบโตและแข่งขันในระดับโลกได้
“ประเทศไทยมีเด็กที่ได้รางวัลโอลิมปิกวิชาการและเด็กที่แข่งขันหุ่นยนต์ในระดับนานาชาติจำนวนมาก แต่เหตุใดจึงยังไม่มีบริษัทหุ่นยนต์ของคนไทยเกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่ต้องมี University Holding Company (UHC) “กลไกเชื่อมโยง" ที่จะนำองค์ความรู้ระดับรากฐานไปสู่ระดับ Global Scale”
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษในกิจกรรมเปิดตัว University Holding Consortium โดยบริษัทโฮลดิ้งในสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง
กลไกใหม่เชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ
UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
กลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ
มหาวิทยาลัยใดมีธีสิส (งานวิจัยระดับปริญญา) ก็ควรมีโฮลดิ้งคัมพานี เพื่อให้บัณฑิตสามารถนำงานวิจัยของตนเองไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริง โดยมีหลักการคือการปลดล็อกให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับเอกชนได้
กลไก UHC ของไทยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่ตั้ง UHC ขึ้นแล้ว 15 แห่ง กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 590 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจกว่า 110 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงการนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมี UHC แล้ว ขั้นต่อไปคือการเชื่อมมหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็น UHC Consortium เพื่อทลายข้อจำกัดที่แต่ละมหาวิทยาลัยต้องลงทุนเฉพาะเทคโนโลยีของตนเอง
โดยเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมกันค้นหา ประเมิน และร่วมลงทุนในเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยอื่นได้
ทำให้เกิดการรวมเงินลงทุนและการร่วมลงทุน (Co-invest) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดเงินลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและนักลงทุนภายนอก
กลไกดังกล่าวยังช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถขยายจากการทดลองในมหาวิทยาลัยหนึ่งไปสู่การใช้งานร่วมกันในหลายมหาวิทยาลัย
ตัวอย่างเช่น การร่วมลงทุนในบริษัทเดียวกันของหลายมหาวิทยาลัยจะเอื้อต่อการทดสอบการใช้งานหรือการวิจัยทางคลินิกแบบหลายศูนย์ รวมถึงช่วยให้เครือข่ายสามารถร่วมกันคัดกรองเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีศักยภาพ ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจลงทุน
เมื่อบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมลงทุนและเทคโนโลยีได้รับการใช้งานจริงในประเทศ จะช่วยสร้างผลงานอ้างอิงและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศและขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก
“เราต้องคิดในระดับโลก เพราะประเทศไทยมีประชากรประมาณ 60 ล้านคน หากคิดอยู่เฉพาะตลาดในประเทศ เราจะไม่สามารถขยายธุรกิจได้ในระดับใหญ่
การมองตลาดโลกจะทำให้ธุรกิจไทยเติบโต มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดคนไทยก็จะได้ใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ทลายกำแพงเงินทุนและความเชี่ยวชาญ
ผศ. ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า UHC Consortium จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ 1.UHC Synergy การรวมพลังด้านเงินทุนผ่านการร่วมลงทุนระหว่าง UHC ในระยะเริ่มต้นเชื่อมงานวิจัยและเทคโนโลยีข้ามมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างการร่วมลงทุน (Co-investment)
2.UHC Venture Builder พัฒนาทีม เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจให้มีความพร้อมเข้าสู่ตลาด
3. UHC Innovation Catalyst สนับสนุนธุรกิจในระยะขยายตัว เชื่อมโยงเงินทุน ตลาดทุน และเป้าหมายการเติบโต เช่น การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)
“เป้าหมายคือทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้างธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) นำเทคโนโลยีออกมาต่อยอดเป็นธุรกิจ (Spin-off) และใช้ Holding Company เป็นเครื่องมือสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจให้ธุรกิจสามารถเติบโตและก้าวสู่ตลาดโลกได้จริง”
เคสตัวอย่างความสำเร็จ
บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด (Baiya Phytopharm) คือตัวอย่างความสำเร็จอันโดดเด่นของการใช้นโยบาย University Holding Company ของจุฬาฯ โดยอยู่ภายใต้การบ่มเพาะและร่วมลงทุนของ บริษัท ซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CU Enterprise)
ใบยาฯ เป็นบริษัทแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตยาและวัคซีนจากพืช (Plant-based biologics) โดยวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด subunit ที่ผลิตจากพืชตัวแรกของประเทศไทยได้เข้าสู่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ รวมถึงตั้งโรงงานต้นแบบตามมาตรฐาน cGMP
ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มีตัวอย่างบริษัท Spin-off ภายใต้ UHC อาทิ บริษัทกราฟีน ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงผลิตภายในประเทศ ลดการนำเข้า และ STEM Lab ที่ก่อตั้งโดยศิษย์เก่าผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านอวกาศกับ NASA พัฒนา STEM Kit เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาได้เรียนรู้การสร้างดาวเทียมและหุ่นยนต์





