วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

UHC เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนจีดีพี ดึงทุนข้ามชาติปักหมุดตั้งโรงงานในไทย

สปสช. ชูบทบาท "บัตรทอง 30 บาท" มากกว่ารักษาพยาบาล ใช้กำลังซื้อยากระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงลงทุนผลิตยาในไทย พร้อมต่อยอด Caregiver สร้างรายได้ชุมชน

สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) นอกจากเป็นระบบที่ดูแลคนไทยทุกคนที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการรัฐหรือประกันสังคมอื่น เมื่อเจ็บป่วยให้ได้รับการรักษาฟรีตามสิทธิในโรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน อีกด้านยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศและดึงบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจากกำลังซื้อยาและเวชภัณฑ์นำไปให้ผู้ใช้บริการกว่า40ล้านคน

ทั้งนี้จากการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้  การมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ส่งผลให้กลุ่มประชากรผู้มีรายได้น้อย 20% ล่างสุดของประเทศ มีอัตราการบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้ประชาชนไม่ต้องกังวล แม้จะเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงค่าใช้จ่ายสูง ยังได้รับการรักษาพยาบาลที่จำเป็นได้ และยังมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าว

งบยา "แสนล้าน" เป็น "เงินหมุนเวียนในประเทศ"

แต่ว่าภายใต้งบประมาณที่มีอยู่นี้ จะสามารถนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาต่อยอดเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากกว่านี้ได้อย่างไร เมื่อสปสช.พิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณสุข พบว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณค่าบริการเป็น "ค่ายาและเวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา" จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่าภาพรวมมูลค่ายาในประเทศปี 2566 สูงถึง 270,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าการนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 180,000 ล้านบาท ขณะที่มีการผลิตเองในประเทศเพียง 72,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน สปสช. มีงบประมาณบริหารจัดการจัดซื้อยารวมผ่านโรงพยาบาลราชวิถีและองค์การเภสัชกรรม (อภ.) อยู่ที่ประมาณปีละ 11,000 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ราว 20% หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท จากเม็ดเงินจัดซื้อยาทั่วประเทศรวมกันกว่า 100,000 ล้านบาท หากรัฐทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานและกระทรวงสาธารณสุขเพื่อปรับนโยบายหันมาเน้นการจัดซื้อยาในบัญชีนวัตกรรมและยาที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 20-30% จะมีมูลค่า 30,000 - 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้โรงงานผลิตยาเกิดการจ้างงาน เกิดการหมุนเวียน และเศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตขึ้นตามไปด้วย

UHC เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนจีดีพี ดึงทุนข้ามชาติปักหมุดตั้งโรงงานในไทย

ดึง "บริษัทต่างชาติ" ตั้งโรงงานผลิตในไทย

จากปริมาณการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ที่มีทำให้ สปสช. สามารถเจรจาบริษัทยาเข้ามาลงทุนผลิตยาในประเทศได้ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้วคือ น้ำยาล้างไต ซึ่ง สปสช. เป็นผู้จัดซื้อรายใหญ่คิดเป็น 75% ของทั้งประเทศ หรือประมาณปีละ 3,000 ล้านบาท เมื่อบริษัทยาเห็นตัวเลขกำลังซื้อที่ชัดเจน ก็เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เช่น บริษัท Baxter ที่เข้ามาตั้งฐานผลิตที่จังหวัดระยอง หรือ Fresenius ที่จังหวัดอยุธยา รวมทั้ง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ สปสช. มีตัวเลขการจัดซื้อที่ชัดเจนปีละถึง 7 ล้านโดส 

"กำลังซื้อของ UHC สามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ในอนาคต ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเจรจากับบริษัท AstraZeneca ที่มีแผนลงทุนมูลค่ากว่า 6,200 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตยาเบาหวานและยามะเร็งรุ่นใหม่ในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว รวมถึงความร่วมมือจัดซื้อวัคซีนกับทางเกาหลีใต้ จะเห็นว่าจากปริมาณการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ เป็นเสมือน "แต้มต่อทางการค้า" ที่มีส่วนช่วยให้เกิดการลงทุนขึ้นในประเทศไทยได้"

ปั้น Caregiver ขายบริการดูแลระยะยาว

อีกหนึ่งมิติที่ UHC จะเข้าไปทำคือ การยกระดับระบบบริการด้านสาธารณสุขให้กลายเป็น "ระบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)" ผ่านการขายบริการดูแลระยะยาว (Long-term Care)จากการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันมีกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงที่ได้รับการดูแลอยู่ที่บ้านราว 500,000 คน โดยมีผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ประมาณ 80,000 คน ในจำนวนนี้เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ศ. 2568 จำนวน 12,500 คน และจะเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อให้เพียงพอต่อการดูแล รองรับสังคมผู้สูงอายุ 

"ศักยภาพด้านงานบริการ (Hospitality) ของคนไทยเป็นที่ยอมรับระดับโลก หากเราสร้าง Caregiver คุณภาพที่ผ่านการรับรอง จากสถาบันการศึกษาเช่น มสธ. หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆที่เปิดสอน รวมทั้ง กรมอนามัย ไปรองรับตลาดผู้สูงอายุต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่มีเงินบำนาญ เฉลี่ยเดือนละ 50,000 - 100,000 บาท ที่พำนักระยะยาว (Long-stay) ในเมืองท่องเที่ยวเม็ดเงินเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นค่าจ้างส่งตรงถึงแรงงานแคร์กิฟเวอร์ในชุมชนฐานราก เปลี่ยนจากที่เคยมีรายได้น้อยขยับขึ้นมามีรายได้ที่มั่นคงได้"

ปัจจุบัน สปสช. ได้ทำการสนับสนุนโอนเงินค่าตอบแทน Caregiver โดยตรงเข้าบัญชีผู้ทำงานรายบุคคล โดยทำงานร่วมกับส่วนท้องถิ่น อบต. หรือเทศบาล ในการคัดกรองผลงาน ซึ่งระบบนี้มีกลไกตรวจสอบ ที่เข้มงวดและโปร่งใส ผ่านการรับรองจาก ป.ป.ช. แล้ว

จะเห็นได้ว่า “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ไม่ได้มีเพียงมิติของการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจทั้งในฐานรากและภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย