มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป STARTUP ACT ปลดล็อคกฎหมายดึงเงินทุน มอบสิทธิประโยชน์สูงสุด 10 ปี ดัน NIA เป็น One-Stop Service
KEY POINTS
- ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย
- สตาร์ตอัปที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี โดยกลุ่ม Deep Tech ขยายระยะเวลาได้สูงสุดถึง 10 ปี
- กฎหมายใหม่จะแก้ไขข้อจำกัดเดิมเพื่อเอื้อต่อการระดมทุน เช่น รองรับหุ้นกู้แปลงสภาพ และอนุญาตให้บริษัทถือหุ้นตัวเอง (Treasury Stock) เพื่อจูงใจพนักงาน
- กำหนดให้ NIA เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) ในการรับรองและสนับสนุนสตาร์ตอัป
กรุงเทพฯ 8 กันยายน 2569 – ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป (STARTUP ACT)
เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรม เร่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมาย ติดปีกให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และจะพิจารณาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
การเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปครั้งนี้ ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สศก.) ซึ่งได้ยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญคือการแก้ไขข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เดิมที่ไม่เอื้อต่อรูปแบบการทำธุรกิจของสตาร์ตอัป
เพื่อลดอุปสรรคทางกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการระดมทุนมาอย่างยาวนาน ให้สอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ภาคเอกชนเคยชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางการเงินและแนวโน้มการหลั่งไหลของเงินทุนไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ
และได้กำหนดให้ "สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA" เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) ทั้งด้านการรับรอง การสนับสนุน และการประสานงาน
และจะมีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป รวมถึงระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ตอัปให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ
ให้มั่นใจว่าหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ จะทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสาน เพื่อลดอุปสรรคทางระบบราชการ และเพิ่มช่องทางสนับสนุนการเติบโตสำหรับสตาร์ตอัปและนักลงทุน
สตาร์ตอัปที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิและประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี และสำหรับกลุ่มที่จัดอยู่ในประเภทเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลาให้รวมแล้วสูงสุดถึง 10 ปี
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวถึงความพร้อมเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เตรียมปักหมุดยกระดับภารกิจการเป็นหน่วยงานหลักดูแลการบูรณาการและเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัปกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีบทบาทในการพัฒนาและส่งเสริมสตาร์ตอัป
เป็นศูนย์กลางให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัป รวมทั้งทำหน้าที่เป็นหน่วยรับ ตรวจสอบการยื่นคำรับรอง และประกาศรายชื่อเป็นธุรกิจสตาร์ตอัปให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
นับเป็นอีกความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อสตาร์ตอัปไทยจะมีข้อมูลกลางในเรื่องโครงการสนับสนุนและข้อมูลเงินทุน ช่วยสร้างโอกาสกระตุ้นการลงทุนให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์นและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน.
อีกประเด็นสำคัญคือ ความสะดวกในการประกอบธุรกิจกำลังจะก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมุ่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายในหลายประเด็นสำคัญ
ได้แก่ การรองรับการออกหุ้นกู้ที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือระดมทุนยอดนิยมของสตาร์ตอัประดับโลก การอนุญาตให้บริษัทจำกัดสามารถถือหุ้นของตนเอง (Treasury Stock) เพื่อนำมาจัดสรรเป็นหุ้นจูงใจให้กับพนักงานหรือกรรมการ ช่วยดึงดูด Talent เข้ามาร่วมงาน
รวมทั้งการรองรับการเปลี่ยนหนี้สินให้กลายเป็นทุนจดทะเบียน เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงิน ตลอดจนจะมีการเร่งส่งเสริมมาตรการจากภาครัฐให้สตาร์ตอัปเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัป การเสริมสร้างกำลังคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและบุคลากรที่มีทักษะสูง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการเข้าถึงตลาดภาครัฐและสิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เป็นต้น





