สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA โพสต์ผ่าน facebook.com/gistda ถึงการชี้แจงในเวทีวุฒิสภาของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เรื่อง “แผนปฏิบัติการสร้างท่าอวกาศยาน” (Spaceport) ดังนี้
เมื่อเอ่ยถึง “อวกาศ” คนไทยส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องไกลตัว หรือภาพจำจากภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ฮอลลีวูด แต่ในความเป็นจริง ยุคสมัยปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ “New Space Economy” หรือเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่อย่างเต็มตัว
อวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งมนุษย์ไปสำรวจนอกโลกเพื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่คือเม็ดเงินมหาศาล คือความมั่นคงทางข้อมูล และคือโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำ
ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชี้แจงในเวทีวุฒิสภาอย่างชัดเจนถึง “แผนปฏิบัติการสร้างท่าอวกาศยาน” (Spaceport) ของประเทศไทย นับเป็นการประกาศปักหมุดยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของชาติไปตลอดกาล
"เราต้องเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้างเทคโนโลยี และใช้ทุกข้อได้เปรียบที่เรามีเพื่อยึดพื้นที่ในห่วงโซ่มูลค่าโลก" นี่คือหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ที่กระทรวง อว. กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นจริง
ในระดับสากล อุตสาหกรรมอวกาศไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรัฐบาลหรือองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง NASA อีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชน (Commercial Space) เช่น SpaceX, Blue Origin หรือ Rocket Lab ที่ทำให้ต้นทุนการส่งดาวเทียมและยานอวกาศลดลงอย่างมหาศาล
ความต้องการฐานปล่อยจรวด (Spaceport) ทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวตามจำนวนดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ถูกส่งขึ้นไปแทบทุกวันเพื่อรองรับระบบอินเทอร์เน็ต โลจิสติกส์ และการสื่อสารไร้พรมแดน
หันกลับมามองที่ประเทศไทย ปัจจุบันเรายังคงติดกับดักของการเป็น “ผู้ซื้อ” และ “ผู้บริโภค” เทคโนโลยีขั้นสูง เราซื้อบริการดาวเทียมต่างชาติ ซื้อข้อมูลภาพถ่าย ซื้อชิ้นส่วนเทคโนโลยี และจ่ายเงินมหาศาลเพื่อส่งดาวเทียมไปปล่อยที่ประเทศอื่น ทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศปีละจำนวนมาก
หากไทยยังนิ่งเฉย เราจะกลายเป็นผู้ล้าหลังที่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจในโลกดิจิทัลยุคถัดไป ตัวอย่างการสร้างอำนาจอธิปไตยด้านอวกาศที่ดี คือการตัดสินใจของรัฐบาลด้านการส่งเสริมขีดความสามารถการพัฒนาดาวเทียมเองในประเทศอย่าง ดาวเทียม THEOS-2A และ THEOS-3
ซึ่งสามารถสร้างบุคลากรทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง และผู้ประกอบการไทย ให้ออกแบบ ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมได้เอง กว่า 50% ดังนั้น การสร้างท่าอวกาศยานจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นทางรอดและทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์
หนึ่งในประเด็นไฮไลต์ที่ ศ.ดร.ยศชนัน หยิบยกขึ้นมาคือ “ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์” ของประเทศไทย ที่ตั้งของไทยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลในมุมเปิดที่เหมาะสม และที่สำคัญคืออยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร (Equator)
ซึ่งในทางฟิสิกส์การบินอวกาศ การปล่อยจรวดจากพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด
ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติตรงนี้ส่งผลดีในทางเศรษฐศาสตร์อย่างมหาศาล ทำให้สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 20% เมื่อเทียบกับฐานปล่อยในพื้นที่ละติจูดสูง และสามารถนำน้ำหนักบรรทุก (Payload) เช่น ดาวเทียม ขึ้นสู่วงโคจรได้มากขึ้นในรอบการยิงเดียวกัน
นอกจากนี้ ความต้องการนำส่งดาวเทียมในแถบใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ทั้ง Low-inclination และ Very low-inclination orbit กำลังเพิ่มสูงขึ้น
สอดรับการแข่งขันสร้างเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่ต้องการความครอบคลุมการให้บริการผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ซึ่งดาวเทียมที่ใช้วงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตร มีข้อได้เปรียบ มากกว่าการใช้วงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์
ตรงที่ทำให้ลดระยะเวลาโคจรซ้ำบริเวณเดิม (Revisit time) ทำให้สามารถใช้จำนวนดาวเทียมที่น้อยลงมากกว่า ช่วยลดต้นทุนในการให้บริการ
ตัวอย่างกลุ่มดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มองหาวงโคจรใกล้เส้นศูนย์สูตร มีทั้งดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก อย่าง ดาวเทียมระบบ SAR ที่ถ่ายทะลุเมฆ และกลุ่มดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวงโคจรต่ำที่เจาะกลุ่มลูกค้าประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร
ยิ่งไปกว่านั้น การวางตัวเป็นกลางของประเทศไทย จะสามารถดึงดูดบริษัทผู้ผลิตและปล่อยจรวดระดับโลก ให้หันมามองประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการลดต้นทุนการดำเนินงาน
ทั้งยังรักษาความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ “แต้มต่อ” ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายเนื้อหอมในสายตาของอุตสาหกรรมการบินอวกาศโลก
ความกังวลใหญ่ของสังคมเมื่อพูดถึงโครงการอวกาศคือ “งบประมาณ” เมกะโปรเจกต์ระดับนี้มักถูกตั้งคำถามจากประชาชนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในยามที่เศรษฐกิจประเทศต้องการการฟื้นฟูในด้านอื่นๆ
ศ.ดร.ยศชนัน ได้แก้โจทย์นี้อย่างตรงจุดด้วยการประกาศขับเคลื่อนผ่าน โมเดลร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งเป็นกลไกที่ชาญฉลาดในการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระทางการคลังทั้งหมด
การใช้โมเดล PPP ในโครงการนี้มีนัยสำคัญ 4 ประการคือ
ลดภาระงบประมาณรัฐ รัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้ปลดล็อกกฎหมาย จัดหาพื้นที่ และอำนวยความสะดวก ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนหลักในการก่อสร้างและเทคโนโลยี ส่งผลให้รัฐมีงบไปพัฒนาด้านอื่นที่มีความสำคัญของประเทศ
ดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีชั้นสูง เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกจะเข้ามาลงทุนพร้อมนำองค์ความรู้ขั้นสูง (Know-how) เข้ามาถ่ายทอดให้แก่วิศวกรและนักวิจัยไทย
ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การบริหารงานโดยภาคเอกชนจะช่วยให้โครงการขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอวกาศที่หมุนไวในระดับวินาที
กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน สร้างการจ้างงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอวกาศ ตั้งแต่ภาคการก่อสร้างไปจนถึงภาคบริการ อีกทั้งยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ อันนำไปสู่การเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
เป้าหมายสูงสุดของแผนปฏิบัติการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้าง “ฐานปล่อยจรวด” เพื่อเก็บค่าธรรมเนียม แต่คือการสร้าง ระบบนิเวศอุตสาหกรรมขั้นสูง (Advanced Industry Ecosystem) ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยจากผู้ซื้อเทคโนโลยีให้กลายเป็น “ผู้สร้าง”
เมื่อมีท่าอวกาศยานเกิดขึ้นในประเทศ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและนวัตกรรมมูลค่าสูงจะหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย เช่น โรงงานประกอบและทดสอบดาวเทียมขนาดเล็กรวมถึงจรวดนำส่ง,
อุตสาหกรรมวัสดุศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Materials) และระบบโลจิสติกส์พิเศษ,การพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีควอนตัมเพื่อการจัดการจราจรทางอวกาศ
สิ่งเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานไทย จากแรงงานรับจ้างผลิตทั่วไปไปสู่แรงงานทักษะสูง (High-skilled Labor) สร้างงานสร้างอาชีพที่มีรายได้สูงให้แก่ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และคนรุ่นใหม่ ช่วยแก้ปัญหาภาวะสมองไหลได้อย่างยั่งยืน
ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ท่าอวกาศยานนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จะทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญใน 3 มิติ
ผู้เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน นำความเชี่ยวชาญด้านสถานีภาคพื้นดินและศูนย์ทดสอบมารองรับและต่อยอดร่วมกับผู้เล่นในอุตสาหกรรม New Space
ผู้ผลักดันกฎหมายอวกาศ เร่งผลักดัน พ.ร.บ. กิจการอวกาศ เพื่อสร้างกฎกติกาการกำกับดูแล การจราจรทางอวกาศ และมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมตามมาตรฐานสากล
ผู้เชื่อมประตูสู่อวกาศนานาชาติ ส่งตัวแทนผู้เชี่ยวชาญนำเสนอความพร้อมประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก ทั้งเวที สหประชาชาติ และโครงการนานาชาติ เช่น Artemis ดึงโอกาสความร่วมมือกับสถาบันวิจัยชั้นนำด้านอวกาศ เชื่อมโยงนักวิจัย และเอกชนไทย เข้าถึงองค์ความรู้เทคโนโลยีแนวหน้าระดับโลก
ที่ผ่านมา GISTDA ได้พิสูจน์ศักยภาพให้เห็นแล้วผ่านความสำเร็จของการพัฒนาดาวเทียม THEOS-2A และปัจจุบัน กำลังดำเนินโครงการพัฒนาดาวเทียม THEOS-3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกที่ออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย ภายใต้การมีส่วนร่วมจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
มีการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อประกอบและทดสอบ ณ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่มีความตึงเครียด การขยับตัวในอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศใดประเทศหนึ่งอาจถูกจับตามองในแง่ความมั่นคง
แต่ประเทศไทยได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน ผ่านถ้อยแถลงของรัฐมนตรี อว. ว่าประเทศไทยจะมุ่งเน้นการเป็น "ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ" (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) เท่านั้น
รัฐบาลจะมีระบบคัดกรอง และตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการนำน้ำหนักบรรทุกที่มีวัตถุประสงค์ทางการทหาร ความมั่นคงเชิงรุก หรืออาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด
จุดยืนที่ชัดเจนนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาคมโลก และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ในระดับนานาชาติ
แผนปฏิบัติการสร้างท่าอวกาศยานของประเทศไทยภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ไม่ใช่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ธรรมชาติมอบให้ และกลไกการเงินอย่างโมเดล PPP
และนี่คือโอกาสครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" และก้าวข้ามจากการเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี มาเป็น "ผู้สร้าง" ที่ยืนได้อย่างภาคภูมิในเวทีโลก
ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จะต้องร่วมมือกันเปลี่ยนน่านฟ้าไทยให้กลายเป็นประตูสู่อนาคต และร่วมกันเขียนหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชาติเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งนี้ให้แก่คนไทยในเจเนอเรชันถัดไป.


