“เป้าหมาย NIA ไม่ใช่เพียงการสร้างสตาร์ตอัปจำนวนมาก แต่คือ การสร้าง World Class Innovation ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Innovation Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนสตาร์ตอัปไทยในงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment”
พร้อมทั้งประกาศปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานสนับสนุนทุนแบบเดิม ไปสู่การเป็นกลไกร่วมลงทุน
หลังจาก พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ปลดล็อกจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” หรือสนับสนุนกองทุน Venture Capital (VC) ได้
รูปแบบการสนับสนุนสตาร์ตอัปจากเดิมที่เป็นผู้ให้ทุนอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุนโดยตรง โดยจะดำเนินการใน 3 รูปแบบ ได้แก่
1.Corporate Co-funding การร่วมลงทุนกับ Venture Capital (VC) ในรูปแบบเงินอุดหนุนที่สามารถคืนได้เมื่อถึงเงื่อนไขที่กำหนด วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท
2.PE Trust ซึ่งเป็นโครงสร้างใหม่ที่ NIA จะถือหุ้นในสตาร์ตอัปโดยตรง โดยอยู่ระหว่างหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) เพื่อดึงทุนภาคเอกชนเข้าร่วมกองทุน และบริหารพอร์ตการลงทุนเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ และเข้าถึงตลาดทุนในซีรีส์ที่สูงขึ้น
3.Holding Company บริหารพอร์ตการลงทุนในสตาร์ตอัปอย่างเป็นระบบ กระจายความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในรูปแบบ Fund of Funds เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว
ทิศทางของสำนักงานฯ ในการเป็นผู้ร่วมลงทุนจะอยู่ภายใต้แนวคิด “การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต” โดยเน้น 5 เซกเตอร์สำคัญ ได้แก่ เกษตร และอาหาร การแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีสำคัญ รวมถึงกลุ่มซอฟต์พาวเวอร์ และวัฒนธรรม
ภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย
NIA อัปเดตระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยว่า ภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยยังเริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น
การจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก (Global Startup Ecosystem Index) ซึ่งประกาศผลเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 49 ของโลก เพิ่มขึ้น 4 อันดับจากปีก่อน ถือเป็นระดับดีที่สุดในรอบ 6 ปี และอยู่ในอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Fast Follower) รองจากเวียดนามซึ่งอยู่อันดับ 50
ในส่วนของดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ซึ่งจะประกาศผลกลางเดือนกันยายนของทุกปี ปีที่ผ่านมาไทยอยู่ที่อันดับ 45 และคาดว่าปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น
ส่วนดัชนีความสามารถในการแข่งขันโลก (Global Competitiveness Index) ไทยอยู่ที่อันดับ 26 ซึ่งพัฒนาขึ้นจากอันดับ 37 และ 41 ในปีก่อนหน้า
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ยังครองอันดับหนึ่งของภูมิภาค ตามด้วยมาเลเซียอันดับ 15 และฟิลิปปินส์อันดับ 67 ส่วนอินโดนีเซียปรับตัวลงไปที่อันดับ 80-48
“ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทสตาร์ตอัปที่ยังได้รับการลงทุน และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 300 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างประเทศที่ร่วมขับเคลื่อนภาคนวัตกรรม” ดร.กริชผกา กล่าว
3 เซกเตอร์หลักต้องเร่งพัฒนา
ผู้อำนวยการ NIA ระบุอีกว่า เซกเตอร์ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษมี 3 ด้านหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร (AgriTech/FoodTech) การแพทย์และสุขภาพ (MedTech/HealthTech) และพลังงานและสิ่งแวดล้อม (CleanTech)
1.FoodTech เป็นเซกเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด โดยปีนี้มีสตาร์ตอัปในกลุ่มนี้กว่า 265 ราย ครอบคลุมตั้งแต่ไบโอเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพร เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ โปรตีนทางเลือก การผลิตอาหารอัจฉริยะ ระบบโลจิสติกส์การเกษตร ไปจนถึงความปลอดภัยทางอาหาร
2.MedTech/HealthTech มีสตาร์ตอัปในกลุ่มนี้ 113 ราย ครอบคลุมระบบการแพทย์ออนไลน์ที่เติบโตต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงโควิด ระบบวินิจฉัยโรค ระบบแนะนำการรักษา ไบโอเมตริกซ์ การติดตามสุขภาพระยะไกล ไปจนถึงระบบบริหารโรงพยาบาลและฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล
ความท้าทายสำคัญของเซกเตอร์นี้คือ การผลักดันให้นวัตกรรมไทยเข้าสู่ตลาดจริง เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ยังคุ้นเคยกับเครื่องมือจากต่างประเทศ
ฉะนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปิดช่องว่างดังกล่าว รวมถึงส่งเสริมผ่านกลไกบัญชีนวัตกรรมเพื่อให้นวัตกรรมไทยเข้าสู่การจัดซื้อภาครัฐมากขึ้น
3.CleanTech มีสตาร์ตอัปในกลุ่มนี้ 58 ราย ครอบคลุมเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน การจัดเก็บพลังงาน การเคลื่อนที่สีเขียว วัสดุยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียน
ในปีหน้าจะเห็นการเติบโตของ Nature-Based Tech คือ เทคโนโลยีที่ช่วยฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติ ซึ่งตั้งเป้าบ่มเพาะสตาร์ตอัปในกลุ่มนี้ให้ได้ 100 รายภายใน 3 ปี
“อีกหนึ่งเซกเตอร์ที่ NIA จับตาอย่างใกล้ชิดคือ AI และนวัตกรรมดิจิทัล โดยมีตัวอย่างสตาร์ตอัปไทยอย่าง Botnoi ที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์ และ NIA เชื่อว่า “ยูนิคอร์นตัวที่ 5 ของไทย” มีโอกาสเกิดขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ AI หากสามารถขยายตลาด และต่อยอดธุรกิจไปสู่ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


