วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2569

Login
Login

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ถอดรหัส อว. พลิกโฉมงานวิจัยไทย เลิกขึ้นหิ้ง ดันสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดโลก ผนึกกำลัง NIA ปลดล็อกกฎหมาย ขับเคลื่อนไทยสู่ชาตินวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดงาน Global Innovation Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Frontier Innovation: Innovation Industrial Linkage towards Innovation Nation” ขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางอนาคตของประเทศไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” โดยสะท้อนวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศผ่านการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

อว. ชี้ทิศทางอนาคต ปลุกพลัง “นักคิด” เจอ “นักปฏิบัติ” เลิกทำวิจัยขึ้นหิ้ง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมว่า ประเทศไทยต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยง “นักคิด” กับ “นักปฏิบัติ” ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อภาควิจัย มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ นักลงทุน และภาครัฐ มีพื้นที่พบกัน แลกเปลี่ยนโจทย์ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม
 

“วันนี้งานวิจัยไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่การตีพิมพ์ แต่ต้องเริ่มจากโจทย์จริงของประเทศ โจทย์ของพื้นที่ และโจทย์ของผู้คน เพราะนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อ ‘นักคิด’ ได้เจอกับ ‘นักปฏิบัติ’ มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ นักลงทุน และภาครัฐต้องเชื่อมโยงกันให้เป็นระบบ เพื่อให้องค์ความรู้ถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ รายได้ และอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศได้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

รัฐมนตรี อว. ระบุว่า งานวิจัยไทยต้องเปลี่ยนจากการทำเพื่อการตีพิมพ์ ไปสู่การทำวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศและพื้นที่จริง โดยเริ่มจากปัญหาใกล้ตัว เช่น เกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม พลังงาน ขยะอาหาร ทรัพยากรท้องถิ่น และโจทย์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพราะโจทย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไทยเข้าใจดีที่สุด และสามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศได้โดยตรง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

อีกประเด็นสำคัญคือ มหาวิทยาลัยต้องไม่เป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่ต้องเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ งานวิจัย และเทคโนโลยีที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันต้องมีกลไกสนับสนุน เช่น incubator, accelerator, venture capital, science park และระบบจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการกับนักวิจัย เพื่อให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่ในห้องทดลอง แต่สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจ รายได้ และอุตสาหกรรมใหม่ได้

ศ.ดร.ยศชนัน ยังชี้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในหลายสาขาที่สามารถเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ได้ ทั้ง MedTech, Health & Wellness, AgriTech, FoodTech, AI, Robotics, Energy, Circular Economy, Semiconductor, Photonics, Space และ Quantum Technology โดยเฉพาะด้านสุขภาพและเวลเนส ซึ่งไทยมีความได้เปรียบจากบริการทางการแพทย์ บุคลากร และระบบบริการที่ได้รับการยอมรับ

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

นอกจากนี้ AI ต้องกลายเป็นทักษะพื้นฐานของคนไทย ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ทั้งเกษตร การผลิต บริการ การแพทย์ และการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับ GDP และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐมนตรี อว. ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังถูกดิสรัปต์และต้องเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ประเทศไทยจึงต้องลงทุนในวิทยาศาสตร์พื้นฐาน งานวิจัยพื้นฐาน และระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้คนไทยสามารถปรับตัว “รีสกิล” และ “อัปสกิล” ได้ตลอดเวลา

ท้ายที่สุด ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ เงินทุน ระบบนิเวศที่ดี ความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และธรรมาภิบาล โดย อว. ให้ความสำคัญกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน การเปิดข้อมูล และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใส ลดขั้นตอน และเอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมไทยในระยะยาว

NIA กางโรดแมปปั้นไทยเป็น Future Ready Country ปลดล็อกกฎหมายหนุนสตาร์ทอัพ

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า NIA มุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาควิจัย ภาคธุรกิจ ภาคการลงทุน และภาครัฐ เพื่อเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Innovation Nation ที่เติบโตบนฐานของความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ดร.กริชผกา ระบุว่า ดัชนีนวัตกรรมโลกเป็นเสมือนตัวชี้วัด “สุขภาพด้านนวัตกรรม” ของประเทศ โดยปี 2025 ไทยอยู่ในอันดับที่ 45 ด้วยคะแนน 36.7 สะท้อนว่ายังต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่หลายประเทศในเอเชียขยับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งเกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเวียดนาม ทำให้การแข่งขันด้านนวัตกรรมในภูมิภาคเข้มข้นขึ้น ทั้งนี้ ประเทศที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงทุนวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำผลงานไปใช้จริง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนด้านนวัตกรรม พัฒนากำลังคน และกระจายนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีฐานเศรษฐกิจสำคัญจากภาคเกษตรกรรม แต่สัดส่วนรายได้และมูลค่าเพิ่มต่อ GDP ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ หากไม่สามารถยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็จะยากต่อการหลุดพ้นจากข้อจำกัดรายได้และการแข่งขันแบบเดิม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องปลดล็อก ทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ กฎระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้าง การศึกษา และการลงทุนด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะระบบบัญชีนวัตกรรม การปรับ TOR ไม่ให้ล็อกสเปก และการผลักดัน Innovation Sandbox ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อเปิดพื้นที่ทดลอง ลดข้อจำกัด และขยายผลนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

สำหรับเทรนด์ที่ไทยมีศักยภาพแข่งขัน NIA มองว่า AI, IoT, Deep Technology, Green Technology, Health & Wellness, Bioeconomy และ Creative & Soft Power เป็นโอกาสสำคัญ โดยไทยต้องไม่มองนวัตกรรมเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น แต่ต้องต่อยอดจุดแข็งด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับความยั่งยืน

“NIA วางภาพประเทศไทยในฐานะ Future Ready Country ที่พร้อมรับมือโลกแห่งความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้ง สงครามการค้า วิกฤตภูมิอากาศ และการแข่งขันทางเทคโนโลยี โดยต้องขยับจากการรับรู้ความเปลี่ยนแปลง ไปสู่การคาดการณ์ผลกระทบ แสวงหาโอกาส และก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยความยืดหยุ่นและรวดเร็ว” ดร.กริชผกา กล่าว

โดย NIA ได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Accelerator Programs, แพลตฟอร์ม Thailand Innovation Hub และแนวทาง Groom, Grant, Growth และ Global เพื่อบ่มเพาะ สนับสนุนทุน เร่งการเติบโต และพาผู้ประกอบการไทยออกสู่ตลาดโลก อีกประเด็นที่ NIA ให้ความสำคัญคือ การสร้าง “นวัตกรรมแซนด์บ็อกซ์” ให้เกิดผลจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรม ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ และเปิดทางให้ธุรกิจใหม่สามารถเติบโตได้

ดร.กริชผกา ยังกล่าวถึงงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ภายใต้ธีม “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2026 ณ Paragon Hall เพื่อเป็นเวทีแสดงศักยภาพนวัตกรรมไทย เชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับนักลงทุน และสร้างความร่วมมือระดับสากล

มุมมองภาคอุตสาหกรรม : จากห้องแล็บสู่การขายจริงเชิงพาณิชย์

ขณะที่ในเวทีเสวนา “Thailand Innovation Industrial Linkage from Research to Market Commercialization: การเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การจำหน่ายจริงเชิงพาณิชย์ในภาคอุตสาหกรรม” สะท้อนมุมมองจากภาคอาหาร เกษตร สุขภาพ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมชีวภาพ ถึงแนวทางผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

คุณสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director - Group Innovation บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นวัตกรรมอาหารต้องเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภคและตลาด ไทยยูเนี่ยนจึงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพ ความสะดวก และความยั่งยืน โดยเฉพาะโปรตีนคุณภาพสูง และการต่อยอดผลพลอยได้จากทูน่า เช่น แคลเซียม คอลลาเจน และฟิชออยล์ สู่การเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านศูนย์นวัตกรรมทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์ของแต่ละตลาด และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

คุณนันทิญา พิทักษ์วงศ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า นวัตกรรมเกษตรต้องเริ่มจากความเข้าใจ “ดิน พืช และเกษตรกร” เพราะแต่ละพื้นที่มีสภาพดินและความต้องการธาตุอาหารต่างกัน การตรวจวิเคราะห์ดิน ออกแบบสูตรปุ๋ยเฉพาะพื้นที่ และใช้ precision farming จึงช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และใช้ทรัพยากรแม่นยำขึ้น ขณะเดียวกันต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐในการสื่อสารองค์ความรู้สู่เกษตรกรในวงกว้าง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

คุณเจษฎา ว่องวัฒนะสิน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด กลุ่มทีเอสเอ็ม (TSM Group) ชี้ว่า อ้อยและพืชเศรษฐกิจของไทยมีศักยภาพสูงกว่าการเป็นสินค้าเกษตรขั้นต้น หากเติมองค์ความรู้ด้านไบโอเทคโนโลยีและเศรษฐกิจหมุนเวียน จะสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้หลากหลาย ตั้งแต่น้ำตาล เอทานอล ไบโอพลาสติก วัสดุทดแทนพลาสติก คาร์บอนไดออกไซด์สำหรับอุตสาหกรรม ไปจนถึงไฮโดรเจน หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “โรงงานน้ำตาล” สู่ “ระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพ” ที่ใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของอ้อย ลดของเสีย และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

นพ.ศุภชัย ปาจรียานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE - Regional Corporate Innovation Accelerator มองว่า ไทยมีคนเก่งและงานวิจัยจำนวนมาก แต่ยังขาดระบบเชื่อมต่อสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดจริง จึงต้องเร่งสร้างกลไกที่ทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น ทั้ง accelerator, venture capital, corporate innovation, sandbox และการเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าไทยต้องระบุจุดแข็งให้ชัดว่า “เราเก่งอะไรในระดับโลก” และเลือกอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดการเติบโตได้ เช่น HealthTech, AI, ClimateTech และพลังงานสะอาด

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ผศ.นพ.จิรายุ จินตนาดิลก แพทย์ชำนาญการทางเวชศาสตร์การนอนหลับ และอายุรกรรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า นวัตกรรมทางการแพทย์ต้องยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และเริ่มจากการเข้าใจปัญหาจริงก่อนนำเทคโนโลยีหรือระบบใหม่เข้ามาแก้โจทย์ โดยเฉพาะในยุคสังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล และบริการสุขภาพ แต่ยังต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูล ระบบ และความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล นักวิจัย สตาร์ทอัพ บริษัทเครื่องมือแพทย์ และภาครัฐ เพื่อให้นวัตกรรมสุขภาพไทยต่อยอดสู่การใช้จริงได้มากขึ้น

ภาพรวมของเสวนาชี้ว่า การพางานวิจัยสู่ตลาดจริงต้องอาศัยมากกว่างานวิจัยที่ดี แต่ต้องมีความเข้าใจตลาด ความต้องการของอุตสาหกรรม เงินทุน กฎระเบียบที่เอื้อต่อการทดลอง มาตรฐานที่แข่งขันได้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยไทยมีศักยภาพสูงทั้งด้านอาหาร เกษตร สุขภาพ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมชีวภาพ แต่ต้องเร่งเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมที่ขยายผลได้จริง

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ขณะที่เวทีเสวนา “นวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก: แนวทางการเตรียมพร้อมนวัตกรรมไทยเจาะตลาดต่างประเทศ” ได้ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานสากล ความยั่งยืน เทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของนวัตกรรมไทยในเวทีโลก

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในการแข่งขันแบบ Red Ocean หรือการแข่งขันด้านราคา ทั้งที่ทางรอดคือการสร้างความแตกต่างให้สินค้า ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความยั่งยืน สังคมสูงวัย อาหารแห่งอนาคต หรือการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับจุดแข็งของไทย เช่น ภาคเกษตร วัฒนธรรม และรสชาติอาหารไทย

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ด้าน คุณวีระวัฒน์ ฮ้อแสงชัย นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การพานวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกต้องไม่เริ่มจากความภูมิใจในสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ลูกค้าซื้อแล้วได้อะไร” เพราะหลายครั้งผู้ประกอบการสื่อสารรายละเอียดเชิงนวัตกรรมมากเกินไป แต่ยังไม่ชัดว่าผลลัพธ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับคืออะไร

อีกประเด็นสำคัญคือ ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมอง “จีน” เป็นตลาดเดียว เพราะจีนมีความหลากหลายสูงทั้งด้านรสนิยม พฤติกรรมผู้บริโภค และกำลังซื้อ ขณะที่ตลาดอื่นอย่างอินเดีย ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ต่างมีบริบทเฉพาะที่ต้องใช้กลยุทธ์ต่างกัน การใช้สินค้า รูปแบบ ราคา และเรื่องเล่าแบบเดียวกันกับทุกตลาดจึงอาจไม่ตอบโจทย์

พร้อมยังชี้ให้เห็นว่า สินค้านวัตกรรมไทยมีตัวอย่างที่น่าสนใจจำนวนมาก เช่น ซอสเผ็ดจากมะแว้ง เจลาโตจากพืช ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากขิง คอนกรีตมวลเบาจากซังข้าวโพด และผลิตภัณฑ์จากน้ำมะพร้าวสำหรับกลุ่มสุขภาพและกีฬา สะท้อนว่าไทยมีศักยภาพในการต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นสินค้าใหม่ได้ แต่ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับตลาดจริง อย่างไรก็ดี มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คาร์บอนฟุตพรินต์ คาร์บอนเครดิต และ Green Trade จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลกในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านมาตรฐาน กระบวนการผลิต และข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดสากล

ถอดรหัส 4 สตาร์ทอัพไทย โชว์ศักยภาพนวัตกรรมระดับโลก

ส่วนเวที “Global Thailand Innovation Showcase : กรณีศึกษานวัตกรรมไทยก้าวสู่ตลาดโลก” ได้นำเสนอกรณีศึกษาความสำเร็จของผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย โดยผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในสาขา AgTech, FoodTech และ MedTech รวมถึงเทคโนโลยี AI ที่สามารถพัฒนานวัตกรรมจากการแก้ปัญหาจริง สู่การสร้างธุรกิจและขยายตลาดในระดับสากล สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้ในเวทีโลก

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ผศ.ดร.เชษฐา พันธ์เครือบุตร ผู้ก่อตั้ง บริษัท เมติคูลี่ จำกัด นำเสนอการแก้ปัญหาการนำเข้ากระดูกเทียมจากต่างประเทศ โดยใช้ AI ออกแบบร่วมกับศัลยแพทย์ในระบบคอมพิวเตอร์ และผลิตด้วยผงโลหะไทเทเนียมผ่านเทคโนโลยี 3D Printing เฉพาะบุคคล ช่วยให้การผ่าตัดรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น นวัตกรรมนี้ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลและได้รับการบรรจุในสิทธิประโยชน์หลักของรัฐ โดยได้บริการผู้ป่วยแล้วกว่า 2,900 ราย ใน 8 ประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลชั้นนำในสหรัฐอเมริกา พร้อมพัฒนาโมเดล “Power Care” ติดตั้งตู้ผลิตความเร็วสูงในโรงพยาบาลเพื่อให้บริการได้ภายใน 2 วัน รองรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

น.สพ. ดร.กษิดเดช ธรนิตย์ธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมรีนา โซลูชั่นส์ จำกัด นำเสนอสารทดแทนสารเคมีจากธรรมชาติ 100% เพื่อแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตรและปศุสัตว์ ด้วยนวัตกรรม Innovative Microbiota Nutrition และ Nano Encapsulation สร้างอนุภาคนาโนชีวภาพขับเคลื่อนภูมิคุ้มกันพืชเสมือนวัคซีนโดยไม่ชะงักการเจริญเติบโต เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการร่วมทุนจากพันธมิตรรายใหญ่ระดับประเทศและ สวทช. พร้อมทั้งมีการอนุญาตสิทธิ์ Licensing สู่ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง และส่งออกไปแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างในทุเรียนที่ประเทศเวียดนามเพื่อปลดล็อกมาตรการนำเข้าของประเทศจีน ภายใต้สิทธิประโยชน์สากลและ BOI สูงสุด 13 ปี

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

ด้าน คุณพีระพงศ์ จิตติวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนรมิต ฟู้ดเทค จำกัด นำเสนอ “Future Rice” ข้าวไร้แป้ง หรือข้าวศูนย์เปอร์เซ็นต์แป้งและน้ำตาล แต่ให้ไฟเบอร์และโปรตีนสูง เพื่อเป็นทางออกแก่ผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โดยเวอร์ชันล่าสุดใช้วัตถุดิบ “ฟักเขียว” จากเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่มาแปรรูปเสมือนข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพืชปลูกง่าย ปลอดสารเคมี และช่วยลดปัญหาหมอกควันจากการเผาซากพืช จากการสนับสนุนของ NIA ในการเปิดตลาดต่างประเทศ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ บริษัทฯ มุ่งเน้นการทำ Storytelling และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของประเทศปลายทางเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่คลังเสบียงคุณภาพของโลก

ทำไมงานวิจัยไทยต้องเปลี่ยน? อว. ดันงานวิจัยไทยสู่ชาตินวัตกรรม

คุณสถาพล พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง HumanOS / Zero นำเสนอแพลตฟอร์ม AI Agent ภายใต้แนวคิด Human Zero เพื่อรองรับภาวะขาดแคลนแรงงานทั่วโลกและตอบโจทย์ธุรกิจขนาดเล็กหรือ Solo-preneur โดยระบบสามารถจ้างงานปัญญาประดิษฐ์ให้ปฏิบัติงานเฉพาะทางแทนมนุษย์ เช่น การรีวิวสัญญาหรือตรวจสอบเอกสาร NDA ได้ภายใน 2-3 วินาที และคิดค่าบริการเป็นมิลลิวินาที ปัจจุบันได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งาน Global Innovation Forum 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ผ่านการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม และตลาดโลก เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ พร้อมวางรากฐานสู่การเป็น “Innovation Nation” อย่างยั่งยืนในอนาคต