วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สีคิ้ว Smart City ใช้แผนที่ดิจิทัลดูแลเมือง ต้นไม้ริมทาง สัตว์จรจัด ถึงผู้ป่วยติดเตียง

สีคิ้ว Smart City ใช้แผนที่ดิจิทัลดูแลเมือง ต้นไม้ริมทาง สัตว์จรจัด ถึงผู้ป่วยติดเตียง

เทศบาลเมืองสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับบริษัท อีเอสอาร์ไอ จำกัด เปิดตัวต้นแบบการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ”  หรือ Smart City โดยใช้แพลตฟอร์ม ArcGIS เป็นแกนกลางในการบูรณาการข้อมูลของเมือง ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ไปจนถึงการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ทั้งหมดนี้ผ่านระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเดียว

สีคิ้วไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ ไม่มีระบบขนส่งมวลชน ไม่มีงบประมาณมหาศาล แต่สิ่งที่เทศบาลแห่งนี้ทำได้ คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารเมือง จากการรอให้ปัญหาลอยมาถึงโต๊ะทำงานในรูปแบบกองกระดาษ สู่การมองเห็นภาพเมืองทั้งเมืองบนหน้าจอเดียว

จากกระดาษสู่ภาพรวมเมืองทั้งเมือง

ปรีชา จันทรรวงทอง นายกเทศมนตรีเมืองสีคิ้ว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ข้อมูลของเทศบาลถูกแยกอยู่ตามแต่ละกองงาน การรายงานส่วนใหญ่เป็นเอกสาร ทำให้ฝ่ายบริหารไม่เห็นภาพรวมของปัญหาเมือง การกำหนดนโยบายหรือจัดสรรงบประมาณจึงต้องอาศัยประสบการณ์และการคาดการณ์เป็นหลัก

เขาอธิบายว่า เมืองเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขณะที่เทคโนโลยีก็เปลี่ยนเร็วเช่นกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้ว่า “เมืองมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง” และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้แก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร

“Smart City สำหรับเรา ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่คือคุณภาพชีวิตของประชาชน เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ ถ้าเครื่องมือไหนช่วยให้คนมีชีวิตดีขึ้น เราก็ใช้เครื่องมือนั้น”

นายกปรีชา ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เทศบาลตัดสินใจหลายเรื่องจากความรู้สึก เพราะไม่มีระบบที่ทำให้เห็นข้อมูลทั้งเมืองพร้อมกัน แต่หลังจากนำ ArcGIS เข้ามาใช้ ทำให้สามารถเห็นได้ทันทีว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน กระจุกตัวอย่างไร ควรใช้งบประมาณแก้ตรงจุดใดก่อน เดิมทีสีคิ้วมีข้อมูลเรื่องปริมาณขยะ ระบบจัดเก็บภาษี ผู้ป่วยติดเตียง หรือสัตว์จรจัด ต่างคนต่างเก็บ แต่เมื่อทุกอย่างถูกดึงเข้าสู่ระบบเดียว เทศบาลจึงสามารถวางแผนได้แม่นยำขึ้น 

“ถ้าเราเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะวางนโยบายได้ตรงจุดมากกว่าเดิม” นายกฯ กล่าว และเล่าเพิ่มเติมว่า สีคิ้วสนใจเรื่อง Smart City มานานหลายปี เดินทางไปศึกษาดูงานหลายแห่ง ทั้งแม่ฮ่องสอน นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หัวหิน และชุมพร แต่ติดข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและงบประมาณ จนในที่สุดก็เริ่มลงมือทำได้จริงเมื่อประมาณสองปีก่อน

แพลตฟอร์ม ArcGIS

แพร พันธุมวนิช ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า ArcGIS ไม่ใช่แค่โปรแกรมทำแผนที่ แต่คือแพลตฟอร์มที่รองรับการนำเข้าข้อมูลหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอ็กเซลล์ภาพถ่าย หรือข้อมูลภาคสนาม แล้วแปลงทั้งหมดนั้นให้กลายเป็นการวิเคราะห์เชิงพื้นที่บนแผนที่ดิจิทัล

สิ่งที่ Esri พัฒนาขึ้นสำหรับสีคิ้วโดยเฉพาะเรียกว่า GeoCDP หรือ Geo City Data Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูลเมืองกลาง หลักการคือข้อมูลทุกอย่างของเมือง ทั้งข้อมูลสุขภาพ สัตว์จรจัด พื้นที่สีเขียว กล้องวงจรปิด และเรื่องร้องเรียน จะถูกรวมไว้ที่จุดเดียว และอัปเดตแบบเรียลไทม์

“เมื่อเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอัปเดตข้อมูล ทุกคนในองค์กรจะเห็นข้อมูลชุดเดียวกันทันที ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ หรือแม้แต่ประชาชน ในส่วนที่เปิดเผยได้” แพรอธิบาย

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้ต่างจากการดูตารางข้อมูลธรรมดาคือ การซ้อนทับข้อมูลหลายชั้น เช่น เอาตำแหน่งกล้องวงจรปิดมาซ้อนกับจุดร้องเรียน ก็จะเห็นทันทีว่าพื้นที่ไหนมีปัญหาแต่ยังขาดกล้อง หรือเอาข้อมูลสัตว์จรจัดมาซ้อนกับแผนที่ชุมชน ก็วางแผนการฉีดวัคซีนได้ตรงจุด

สีคิ้ว Smart City ใช้แผนที่ดิจิทัลดูแลเมือง ต้นไม้ริมทาง สัตว์จรจัด ถึงผู้ป่วยติดเตียง

ด้านสิ่งแวดล้อม: นับต้นไม้ได้ รู้จำนวนคาร์บอนที่กักเก็บ

จรรยาพร แขพุดซา นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ ผู้รับผิดชอบงานด้านสิ่งแวดล้อม เล่าว่าก่อนจะมีระบบนี้ เมืองสีคิ้วรู้แค่ว่า “มีต้นไม้” แต่ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่ อยู่ตรงไหน และต้นไหนมีขนาดเท่าไหร่

เธอจึงลงมือทำฐานข้อมูลต้นไม้ทั้งหมดในสวนสาธารณะของเมือง พบว่ามีต้นไม้ถึง 1,304 ต้น แต่ละต้นถูกบันทึกพิกัด ชนิดพันธุ์ ความสูง และเส้นรอบวง ข้อมูลเหล่านี้นำไปคำนวณการกักเก็บคาร์บอนได้ ปัจจุบันสวนสาธารณะของสีคิ้วได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่ากักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ 622 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ระบบยังช่วยให้มองเห็นว่าพื้นที่ส่วนไหนของเมืองยังขาดพื้นที่สีเขียว เพื่อวางแผนปลูกต้นไม้เพิ่มเติมได้อย่างมีทิศทาง โดยปัจจุบันพื้นที่สีเขียวของสีคิ้วอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 9 ถึง 15 ตารางเมตรต่อคน

จรรยาพร ยอมรับว่า ตนเองไม่ได้จบสาขาไอที แต่เรียนด้านสิ่งแวดล้อมมา และการใช้งาน ArcGIS ไม่ได้ต้องการการเขียนโค้ด ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้มีพื้นหลังด้านเทคโนโลยีก็ใช้งานได้จริง

“พอได้ศึกษา GIS เบื้องต้นและมารู้จักกับ Esri ก็มองว่าสีคิ้วเราน่าจะเดินไปถึงจุดมุ่งหมายได้ เพราะมันคือแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ด เอาข้อมูลที่มีอยู่อย่างเอ็กเซลล์หรือข้อมูลอื่นมาทำความสะอาดนิดหน่อย แล้วก็ขึ้นระบบได้”

ส่วนข้อมูลภาคสนามนั้น เธอคิดวิธีแก้ปัญหาด้วยการให้นักเรียนในช่วงปิดเทอมมาช่วยเก็บข้อมูลครัวเรือนทั้ง 9,000 หลังคาเรือนในพื้นที่ โดยใช้แอปพลิเคชัน Survey ในกลุ่ม ArcGIS สำหรับบันทึกข้อมูล ผลที่ได้คือนักเรียนเก็บข้อมูลมาได้กว่า 8,000 ครัวเรือน และเมื่อตรวจสอบความถูกต้องพบว่าคลาดเคลื่อนน้อยมาก

ด้านสาธารณสุข: รู้ว่าผู้ป่วยติดเตียงอยู่ตรงไหน และสัตว์จรจัดอยู่ที่ไหน

ธนนท์ บุตรสมบัติ สัตวแพทย์ปฏิบัติการ ดูแลงานทั้งด้านสัตว์และสุขภาพประชาชนในเขตเทศบาล เล่าว่า เขาเจอปัญหาสำคัญสองเรื่องตั้งแต่เริ่มทำงานที่สีคิ้วเมื่อสี่ปีก่อน

เรื่องแรกคือ กลุ่มเปราะบาง เทศบาลมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษในเขตพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 170 คน แต่เดิมข้อมูลด้านสุขภาพอยู่ที่กองสาธารณสุข ข้อมูลเรื่องเบี้ยยังชีพอยู่ที่งานพัฒนาชุมชน ข้อมูลสงเคราะห์ที่อยู่อาศัยอยู่ที่งานสังคมสงเคราะห์ แต่ละหน่วยงานต่างทำงานโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีข้อมูลอะไรบ้าง

“พอมีระบบนี้ เราเอาข้อมูลทั้งสามส่วนมารวมกันตรงกลาง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน จัดสรรทรัพยากรได้ถูกจุด ไม่ซ้ำซ้อน” ธนนทน์ อธิบาย

เขาเสริมว่า พื้นที่สีคิ้วเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการแล้ว เพราะมีผู้สูงอายุเกินร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด การมีแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงจึงมีความสำคัญมากในการวางแผนจัดหาผู้ดูแลและป้องกันภัยพิบัติ

เรื่องที่สองคือ สัตว์จรจัด เมื่อธนนทน์รับตำแหน่ง เขาได้รับข้อมูลในกระดาษบอกว่ามีสุนัขจรจัดในพื้นที่ไม่ถึง 100 ตัว และงบประมาณตั้งไว้สำหรับจัดการ 50,000 บาท แต่เมื่อสำรวจจริงโดยใช้อาสาสมัครสาธารณสุขลงพื้นที่และรวบรวมข้อมูลจากทุกส่วน พบว่าตัวเลขจริงสูงกว่านั้นมาก

ปัจจุบันเทศบาลสีคิ้วใช้งบประมาณด้านการจัดการสัตว์จรจัดปีละประมาณ 150,000 บาท หรือสามเท่าของที่ตั้งไว้ครั้งแรก และธนนทน์ยืนยันว่าหากไม่มีข้อมูลที่แม่นยำ ก็ไม่มีทางดึงงบประมาณส่วนนี้มาได้เลย

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทำได้เกินเป้าหมายถึงร้อยละ 117 และปัจจุบันไม่พบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เทศบาลเมืองสีคิ้วอีกต่อไป

ธนนทน์ ยังพูดถึงผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิด นั่นคือ การที่ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะทำให้ประชาชนหมดข้อสงสัยว่าทำไมสัตวแพทย์ถึงไปดูแลชุมชนหนึ่งบ่อยกว่าอีกชุมชน เพราะทุกคนเห็นแผนที่การกระจายตัวของสัตว์จรจัดได้เองว่าชุมชนไหนมีปัญหามากกว่า

“การที่เราเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ มันทำให้ความเข้าใจของชุมชนต่อการทำงานของเทศบาลดีขึ้น เพราะทุกคนเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน”

ด้านการบริหาร: แก้ปัญหาภายใน 48 ชั่วโมง

หนึ่งในประเด็นที่นายกปรีชาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนให้รวดเร็ว เขากำหนดนโยบายชัดเจนว่าทุกเรื่องร้องเรียนต้องแก้ไขหรืออย่างน้อยแจ้งความคืบหน้าภายใน 48 ชั่วโมง หากเป็นเรื่องที่เร่งด่วน เช่น ไฟจราจรเสีย ก็ต้องรวมวันทำงานเสาร์อาทิตย์ด้วย และต้องดำเนินการให้ครบ ไม่ใช่แค่รับเรื่องไว้

ระบบรับเรื่องร้องเรียนเชื่อมโยงช่องทางต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งแอปพลิเคชันไลน์ เว็บไซต์ของเทศบาล และช่องทางอื่นๆ ทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่แดชบอร์ดกลางบน GeoCDP ทันที เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเห็นเรื่องร้องเรียนโดยตรงโดยไม่ต้องรอให้กระดาษเดินทางผ่านสายการบังคับบัญชา

นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาทั้งหมด 3,389 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 3,389 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 เรื่อง และรับคำร้องแล้ว 12 เรื่อง

จรรยาพร ในฐานะผู้ดูแลระบบเล่าว่าเธอเปิดหน้าจอนี้ทุกเช้าเมื่อมาถึงที่ทำงาน เรื่องร้องเรียนที่ยังค้างอยู่จะถูกนำขึ้นพูดในที่ประชุมทุกวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ต้องชี้แจงต่อที่ประชุมว่าทำไมถึงยังไม่เสร็จ โดยปลัดเทศบาลจะเป็นผู้ติดตาม

ระบบยังช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อน จรรยาพรยกตัวอย่างว่า หากมีประชาชนแจ้งเรื่องเดียวกันมาซ้ำ เจ้าหน้าที่ก็จะเห็นว่ากองช่างได้รับเรื่องและลงพื้นที่แก้ไขแล้ว โดยไม่ต้องโทรหากันหรือรวบรวมข้อมูลใหม่

ธนนทน์ คำนวณให้เห็นภาพว่า ก่อนมีระบบนี้ ประชาชนต้องเดินทางมาเทศบาลเฉลี่ย 25 นาทีเพื่อยื่นเรื่อง แล้วกระดาษยังต้องเดินผ่านระบบราชการอีกราว 2 วันกว่าจะถึงมือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ แต่ปัจจุบันใช้เวลาแจ้งไม่เกิน 5 นาทีผ่านโทรศัพท์ และเรื่องถึงมือเจ้าหน้าที่ทันที

สีคิ้ว Smart City ใช้แผนที่ดิจิทัลดูแลเมือง ต้นไม้ริมทาง สัตว์จรจัด ถึงผู้ป่วยติดเตียง

เสียงจากชุมชน

พูนทรัพย์ ศรีจันทึก ประธานชุมชนโนนกุ่มใต้ ให้ความเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

“ที่ผ่านมา เราไม่เคยทราบอย่างชัดเจนว่าพื้นที่สีเขียวของเมืองมีเท่าไหร่ หรือได้รับการดูแลไปถึงระดับไหน แต่วันนี้เทศบาลสามารถระบุข้อมูลได้อย่างชัดเจน”

เขายังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านที่มีการติดตามต่อเนื่องมากขึ้น และเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนสามารถติดตามสถานะได้เอง ไม่ต้องรอหรือแจ้งซ้ำเหมือนเมื่อก่อน

ความท้าทายที่ยังมีอยู่

นายกปรีชายอมรับว่า สิ่งที่ยังต้องพัฒนาต่อไปคือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบมากขึ้น เพราะหากเทคโนโลยีดี งบประมาณมี บุคลากรมี แต่ภาคประชาชนเข้าไม่ถึง ก็จะไม่ยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ธนนทน์ สรุปในมุมของผู้ปฏิบัติว่า สิ่งที่ระบบนี้เปลี่ยนแปลงมากที่สุดไม่ใช่เรื่องความเร็ว แต่คือ “มาตรฐาน” ของการตัดสินใจ

“ก่อนหน้านี้เราใช้ความรู้สึก บางทีก็เกิดคำถามว่าลำเอียงไหม ประสบการณ์มีความละเอียดพอไหม แต่พอเรามาดูข้อมูลที่นำเสนออยู่บนแผนที่ มันเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ทุกคนเห็นสิ่งเดียวกัน มันทำให้การทำงานมีมาตรฐาน และความเชื่อใจของชุมชนต่อเทศบาลก็ดีขึ้นด้ว”