วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

AI เพิ่มความเสี่ยง 'ภัยไซเบอร์' องค์กรไทยต้องคุมให้ทัน

ManageEngine ชี้องค์กรไทยต้องปรับกลยุทธ์ความปลอดภัยไซเบอร์ รับมือภัยคุกคามที่ AI เพิ่มทั้งความซับซ้อนและความเร็วในการโจมตี พร้อมยกระดับการควบคุมข้อมูล ตัวตนดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ หลังธุรกิจขยายการใช้คลาวด์และ AI

KEY POINTS

  • AI เพิ่มความซับซ้อนและความเร็วของการโจมตีทางไซเบอร์ 
  • องค์กรไทยจำนวนมากสนใจนำ AI มาใช้ แต่ผลสำรวจจาก ETDA ชี้ว่าระดับความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำ 
  • การเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน AI กับข้อมูลองค์กรอาจทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหล หากมีสิทธิ์เข้าถึงเกินความจำเป็น หรือมีช่องโหว่ที่ผู้โจมตีสามารถใช้คำสั่งอันตรายเพื่อดึงข้อมูลได้
  • การใช้ AI Agent และระบบอัตโนมัติทำให้เกิด "ตัวตนดิจิทัล" ที่ไม่ใช่คนเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่มีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงที่เข้มงวดตามหลัก Zero Trust อาจกลายเป็นช่องโหว่สำคัญได้

การนำ AI มาใช้ในธุรกิจเพิ่มความซับซ้อนให้กับระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ จากการเชื่อมต่อข้อมูลและระบบอัตโนมัติที่ขยายตัว องค์กรจึงต้องยกระดับการควบคุมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและตรวจจับภัยคุกคามให้ทันความเร็วของการโจมตี

ณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคประจำภูมิภาค แมเนจเอนจิ้น (ManageEngine) กล่าวว่า เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งการสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness Month) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่องค์กรทบทวนแนวทางป้องกันภัยคุกคาม

แม้การให้พนักงานรู้เท่าทันอีเมลฟิชชิงและจัดการข้อมูลอย่างระมัดระวังยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่การรับมือภัยไซเบอร์ในปัจจุบันต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมความเสี่ยงใหม่และเตรียมพร้อมต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

องค์กรธุรกิจไทยนำบริการคลาวด์ การเชื่อมต่อกับบุคคลที่สาม และระบบแบบกระจายศูนย์มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมากขึ้น แม้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ก็ทำให้องค์กรต้องพึ่งพาระบบ ผู้ให้บริการ และการเชื่อมต่อที่หลากหลายขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า การพึ่งพาระบบนิเวศดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้นทำให้องค์กรแยกความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของตนเองออกจากระบบและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มความท้าทายทั้งในด้านความซับซ้อนและความเร็วของการโจมตี โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) เตือนถึงปฏิบัติการแรนซัมแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent ชื่อ JADEPUFFER ซึ่งสะท้อนว่าองค์กรมีเวลาจำกัดลงในการตรวจจับและตอบสนอง ก่อนความเสียหายจะขยายวงกว้าง

องค์กรไทยเดินหน้าใช้ AI แต่ความพร้อมยังจำกัด

การสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยยังจำเป็น แต่ไม่อาจพึ่งพาพนักงานเป็นแนวป้องกันหลักเพียงอย่างเดียว เมื่อแอปพลิเคชัน ตัวตนดิจิทัล และกระบวนการอัตโนมัติเชื่อมโยงกันมากขึ้น องค์กรต้องมองเห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในระบบและประเมินได้ว่ามาตรการควบคุมยังรับมือกับความเสี่ยงได้ทันหรือไม่

งานวิจัยของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พบว่า องค์กรธุรกิจไทยที่ตอบแบบสำรวจ 17.8% เริ่มใช้ AI แล้ว ขณะที่อีก 73.3% มีแผนนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ใช้ AI อยู่แล้วมีคะแนนความพร้อมเฉลี่ยเพียง 55.1% อยู่ในระดับ “Aware” หรือระดับการรับรู้

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่างความสนใจในการนำ AI มาใช้กับความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงจากเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

ตัวอย่างความเสี่ยงเกิดขึ้นได้เมื่อแอปพลิเคชัน AI เชื่อมต่อกับข้อมูลขององค์กร คำสั่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติอาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผย หากแอปพลิเคชันได้รับสิทธิ์เข้าถึงเกินความจำเป็นหรือมีมาตรการป้องกันไม่เพียงพอ

AI เพิ่มความเสี่ยง 'ภัยไซเบอร์' องค์กรไทยต้องคุมให้ทัน

ThaiCERT เตือนว่า ช่องโหว่ในบริการ AI อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีดึงข้อมูลสำคัญผ่านการป้อนคำสั่งที่เป็นอันตราย โดยผู้ใช้ไม่รับรู้หรือไม่ได้ให้ความยินยอม การรักษาความปลอดภัยของ AI จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบตั้งแต่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ ไม่ใช่เรื่องที่ค่อยพิจารณาภายหลัง

องค์กรจำเป็นต้องตรวจสอบว่าพนักงานใช้เครื่องมือ AI ใด เครื่องมือเหล่านั้นเข้าถึงข้อมูลประเภทไหน รวมถึงมีแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือกิจกรรมอัตโนมัติที่อาจสร้างความเสี่ยงหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องขัดขวางการทดลองใช้เทคโนโลยี แต่ต้องรักษาความสามารถในการควบคุมระบบและข้อมูลไว้

แพลตฟอร์มบริหารจัดการอุปกรณ์ปลายทางแบบรวมศูนย์ (Unified Endpoint Management: UEM) และแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย (Security Information and Event Management: SIEM) ช่วยบังคับใช้นโยบายและติดตามกิจกรรมในระบบ ขณะที่มาตรการควบคุมข้อมูลช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลลับ ข้อมูลส่วนบุคคล และซอร์สโค้ดที่เป็นกรรมสิทธิ์จะถูกส่งไปยังเครื่องมือที่ไม่ได้รับอนุมัติ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเครื่องมือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่างๆ เพื่อประเมินภาพรวม ระบุความเสี่ยงที่ควรจัดการก่อน และแก้ไขปัญหาก่อนที่ข้อมูลจะรั่วไหลหรือกระทบต่อธุรกิจ

AI Agent เพิ่มตัวตนดิจิทัล ต้องคุมสิทธิ์เข้าถึง

เมื่อ AI มีความสามารถมากขึ้น การบริหารจัดการตัวตนดิจิทัล (Identity) กลายเป็นอีกประเด็นที่องค์กรต้องทบทวน ปัจจุบันซอฟต์แวร์เอเจนต์ อินเทอร์เฟซสำหรับการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (Application Programming Interface: API) และบัญชีบริการ (Service Account) สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล เรียกค้นข้อมูล และสั่งให้กระบวนการทางธุรกิจทำงานได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์ดำเนินการโดยตรง

จำนวนตัวตนที่ทำงานอยู่ในระบบองค์กรจึงเพิ่มขึ้น และอาจมีมากกว่าจำนวนบุคลากรขององค์กรเอง องค์กรที่ควบคุมบัญชีพนักงานอย่างเข้มงวดอาจยังมีช่องโหว่จากบัญชีบริการที่ได้รับสิทธิ์มากเกินไป หรือ API ที่มีการรักษาความปลอดภัยไม่เพียงพอ การบริหารความเสี่ยงจึงต้องพิจารณาทั้งตัวตนที่เข้าถึงระบบและขอบเขตการดำเนินการที่ตัวตนนั้นสามารถทำได้หลังเข้าสู่ระบบ

แนวทาง Zero Trust เป็นหลักการสำคัญ โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง แทนการถือว่าการเชื่อมต่อได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ แนวทางปฏิบัติประกอบด้วยการให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น ตรวจสอบการเชื่อมต่อระหว่างระบบและคำขอผ่าน API รวมถึงติดตามตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนที่ทนทานต่อฟิชชิง (Phishing-resistant Authentication) การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-factor Authentication: MFA) และการบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงระดับสูง (Privileged Access Management: PAM) ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลรับรองตัวตนที่ถูกเจาะหรือขโมยไปใช้เข้าถึงระบบสำคัญ

หลักการสำคัญคือ ตัวตนทุกประเภท ทั้งมนุษย์และเครื่องจักร ควรได้รับสิทธิ์เฉพาะสิ่งที่จำเป็นและในช่วงเวลาที่จำเป็น พร้อมทบทวนสิทธิ์เมื่อเงื่อนไขหรือความเสี่ยงเปลี่ยนแปลง

ฝังความปลอดภัย รับมือภัยคุกคาม

คุณค่าของเดือนแห่งการสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดำเนินการหลังแคมเปญสิ้นสุดลง แม้การเปลี่ยนรหัสผ่านและการอบรมยังมีความสำคัญ แต่ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยคุกคามต้องเกิดจากการผสานความปลอดภัยเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจ การตัดสินใจ และการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง

องค์กรธุรกิจไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการติดตามตรวจสอบ การปกป้องข้อมูล การบังคับใช้นโยบายโดยอัตโนมัติ และการรักษาความปลอดภัยของตัวตนเข้าด้วยกัน แทนการใช้มาตรการควบคุมที่แยกขาดจากกันจนเกิดช่องว่างระหว่างระบบและทีมงาน

แม้องค์กรไม่สามารถคาดการณ์ภัยคุกคามได้ทุกประเภท แต่สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจพบปัญหา ประเมินผลกระทบ และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวไม่ได้หมายถึงการป้องกันการโจมตีได้ทุกครั้ง แต่คือการเตรียมพร้อมเมื่อเกิดเหตุ จำกัดความเสียหาย และทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

เมื่อ AI เพิ่มทั้งความเร็วในการสร้างนวัตกรรมและการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ องค์กรจำเป็นต้องมองความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำเพียงปีละครั้ง โดยความสามารถในการตรวจพบและจัดการภัยคุกคามก่อนลุกลามเป็นวิกฤติ คือส่วนสำคัญของการรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ