อีริคสัน เผยรายงาน ConsumerLab คาดการณ์ปี 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทยกว่า 52% จะหันมาใช้ 'Agentic AI' ดำเนินงานแทนมนุษย์ แซงหน้าค่าเฉลี่ยโลก ดันกลุ่ม 'AI Super Users' พุ่ง ชี้เครือข่ายมือถือต้องเร่งยกระดับ 5G Advanced รองรับแรงกดดันข้อมูลอัปโหลดและการยืนยันตัวตนความปลอดภัยสูง
KEY POINTS
- Ericsson ConsumerLab คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทย 52% จะใช้งาน Agentic AI เพิ่มขึ้นจาก 5% ในปัจจุบัน
- สัดส่วนการใช้งาน Agentic AI ของคนไทยที่คาดการณ์ไว้ที่ 52% นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% ในปี 2573
- ผู้บริโภคไทยคาดหวังว่า AI Agent จะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้หน้าจอได้ถึง 1.3 ชั่วโมงต่อวัน
- การใช้งาน AI Agent ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้เครือข่ายมือถือต้องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะด้านความสามารถในการรับส่งข้อมูลอัปโหลด (Uplink), ความเร็วในการตอบสนอง, ความเสถียร และความปลอดภัย
รายงานวิจัยล่าสุดจาก Ericsson ConsumerLab คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทย 52% จะใช้งาน Agentic AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินงานแทนผู้ใช้ เพิ่มขึ้นจาก 5% ในปัจจุบัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดว่าจะอยู่ราว 40%
ขณะเดียวกัน การใช้ Multimodal AI หรือ AI ที่ประมวลผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียง เป็นประจำทุกวันในไทย มีแนวโน้มเพิ่มจาก 15% ในปัจจุบัน เป็น 41% ในปี 2573 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30%
ปัจจุบันผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทย 52% ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน และคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 67% ภายในปี 2573 สะท้อนการขยายตัวของ AI จากเครื่องมือสำหรับถาม-ตอบ ไปสู่ระบบที่ทำงานต่อเนื่องและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์และสถานที่ที่หลากหลายมากขึ้น
AI Agent เพิ่มความต้องการเครือข่ายมือถือ
รายงานหัวข้อ “An agentic life – How consumer AI usage is shaping future network needs” ของ อีริคสัน ชี้ว่า การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระบบ AI Agent ซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งข้อมูลภาพ วิดีโอ และเสียงเข้าสู่บริการ AI จะสร้างความต้องการใหม่ให้กับเครือข่ายมือถือ ทั้งด้านความสามารถในการรับส่งข้อมูลอัปโหลด ความเร็วในการตอบสนอง ความเสถียร และความปลอดภัย
แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทยมากกว่าครึ่งใช้ AI ในชีวิตประจำวัน และคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มจาก 52% เป็น 67% ภายในปี 2573 ส่วนการใช้งาน Agentic AI คาดว่าจะเพิ่มจาก 5% เป็น 52% ในช่วงเวลาเดียวกัน
เนื่องจาก AI Agents ทำงานอยู่ในระบบเบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้บริโภคมีการส่งผ่านข้อมูลรูปภาพ วิดีโอและเสียงไปยังบริการ AI มากยิ่งขึ้น ทำให้เครือข่ายมือถือต้องเพิ่มประสิทธิภาพการรับ-ส่งข้อมูลอัปลิงก์ (Uplink Capacity) เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว แม่นยำและคาดการณ์ได้ รวมถึงระบบการเชื่อมต่อที่มีความปลอดภัยสูง
แอนเดอร์ส ระบุว่า เทคโนโลยี 5G Advanced การแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Slicing) และการบริหารจัดการเครือข่ายด้วย AI (AI-driven Network Operations) จะมีบทบาทในการช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยรองรับความต้องการของผู้ใช้ AI และเปิดโอกาสให้แก่นักพัฒนาและภาคธุรกิจในการต่อยอดบริการดิจิทัล
AI Super Users เพิ่มแรงกดดันต่อประสิทธิภาพเครือข่าย
อีริคสันคาดการณ์ว่า สัดส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทยที่จัดอยู่ในกลุ่ม “AI Super Users” ซึ่งเป็นผู้ใช้งาน AI ในระดับสูง จะเพิ่มจาก 12% ในปัจจุบัน เป็น 34% ภายในปี 2573 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้ 31%
แม้กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนผู้ใช้ไม่ถึงครึ่ง แต่ปัจจุบันครองสัดส่วนการใช้งาน AI ทั่วโลกรวมกัน 35% และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 80% ของการใช้งาน AI ทั้งหมดภายในปี 2573
การส่งภาพ วิดีโอ และเสียงเข้าสู่บริการ AI จะเพิ่มปริมาณข้อมูลอัปโหลดและอาจทำให้ความต้องการใช้งานเครือข่ายพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานคร
สำหรับผู้ใช้กลุ่ม AI Super Users ในไทย ปัจจัยด้านความเร็วในการตอบสนอง (Response Time) ส่งผลต่อความพึงพอใจในเครือข่ายมากกว่าผู้ใช้ทั่วไป 3.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 2.5 เท่า ทำให้การประมวลผล AI และคุณภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายต้องรองรับการใช้งานร่วมกัน
AI Agent ทำงานแทนผู้ใช้ ลดเวลาหน้าจอ
Agentic AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถดำเนินภารกิจแทนผู้ใช้ได้ เช่น การสำรองที่นั่งและการจัดการตารางเวลา โดยรายงานคาดการณ์ว่า สัดส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทยที่ใช้งาน AI ประเภทนี้จะเพิ่มจาก 5% ในปัจจุบัน เป็น 52% ในปี 2573 เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดว่าจะอยู่ราว 40%
ผู้บริโภคไทยคาดหวังว่า AI Agent จะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้หน้าจอได้ 1.3 ชั่วโมงต่อวัน เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 1 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่การทำงานเบื้องหลังอย่างต่อเนื่องทำให้ความเสถียรของเครือข่ายและความปลอดภัยในการเชื่อมต่อเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งขึ้น
ด้านความเชื่อมั่น รายงานพบว่า 34% ของผู้ใช้ AI เป็นประจำทุกวันในไทยมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับ AI ปลอม หรือการถูกแฮ็กข้อมูลเพื่อนำไปแอบอ้างทำรายการในชื่อของตน
ผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมได้รับการจัดอันดับให้เป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในการยืนยันตัวตนของผู้ช่วย AI อีริคสันมองว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายมีโอกาสต่อยอดบริการด้วยการผสานระบบเชื่อมต่อเข้ากับการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย (Secure Identity & Authentication) และระบบรับประกันคุณภาพการบริการ (Service Assurance)
AI ขยายสู่แว่นตาอัจฉริยะและอุปกรณ์ใหม่
นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน รายงานคาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทย 30% จะใช้งาน AI ผ่านอุปกรณ์ประเภทอื่นเพิ่มเติม เช่น แว่นตาอัจฉริยะ และอุปกรณ์รูปแบบใหม่ ๆ ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก
การขยายการใช้งาน AI ไปยังอุปกรณ์หลายประเภทและการสลับใช้งานระหว่างสถานที่ต่าง ๆ จะเพิ่มความต้องการเครือข่ายมือถือที่รองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมากแบบเรียลไทม์ รวมถึงการเชื่อมต่อเบื้องหลังที่มีความเสถียรสูง เพื่อรองรับการทำงานของบริการ AI อย่างต่อเนื่อง





