วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

วัดใจยักษ์แพลตฟอร์มหนุน 'เอสเอ็มอี' 'เอ็ตด้า' ชูเครื่องมือเช็กต้นทุน-กำไร

วัดใจแพลตฟอร์มยักษ์ ‘ช้อปปี้-ลาซาด้า-แกร็บ’ โจทย์ใหญ่หนุนเอสเอ็มอีไทยเติบโตอย่างมีกำไร ‘ช้อปปี้’ ยันหนุนเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติ ปรับลดค่าธรรมเนียม ‘ลาซาด้า’ หนุนแบรนด์สินค้าไทย ด้าน‘แกร็บ’ ชูเครื่องมือเอไอหนุนศักยภาพ ขณะที่ ‘เอ็ตด้า’ เปิดเครื่องมือ TTR ให้ร้านค้าเห็นต้นทุน กำไร ค่าคอมมิชชั่นรวมก่อนร่วมแคมเปญ ช่วยตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น

KEY POINTS

  • แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee, Grab และ Lazada ต่างมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ผ่านการลดค่าธรรมเนียม, การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ และการส่งเสริมแบรนด์ไทย
  • แม้แพลตฟอร์มจะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ SME ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจทำให้กำไรลดลง เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่าโฆษณา และค่าเข้าร่วมแคมเปญ
  • สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เปิดตัวเครื่องมือ "Total Take Rate: TTR" เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบต้นทุนรวมที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มอย่างโปร่งใส
  • TTR ทำหน้าที่รวบรวมค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ SME สามารถคำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิที่แท้จริงได้ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมบริการเสริมต่างๆ

วันที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องแข่งขันกับสินค้าจำนวนมหาศาลบนโลกออนไลน์ การมีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การเข้าถึงลูกค้า การสร้างการรับรู้ และการกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ Grab จึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างระบบอีคอมเมิร์ซหรือพัฒนาระบบจัดส่งขึ้นมาเองทั้งหมด

แต่เมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำธุรกิจ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่าแพลตฟอร์มช่วยให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหน หากต้องถามต่อว่า การเติบโตนั้นสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนหรือไม่ และร้านค้ารายเล็กมีอำนาจตัดสินใจมากพอที่จะบริหารธุรกิจของตัวเองหรือเปล่า

เพราะสำหรับเอสเอ็มอี การเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่การรักษากำไร การควบคุมต้นทุน และการสร้างฐานลูกค้าประจำต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้หรือไม่ หากยอดขายที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับส่วนลด ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจเผชิญสถานการณ์ที่ขายได้มากขึ้น แต่เหลือเงินสำหรับนำไปต่อยอดธุรกิจน้อยลง โจทย์จึงอยู่ที่ว่า แพลตฟอร์มมอง เอสเอ็มอี เป็นเพียงผู้ขายที่สร้างธุรกรรมให้ระบบ หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน

'ช้อปปี้' ยันหนุนเอสเอ็มอี

แหล่งข่าวในวงการอีคอมเมิร์ซ ให้ข้อมูลว่า มุมของ ช้อปปี้ (shopee) พยายามใช้มาตรการสนับสนุนผู้ขายรายเล็กผ่านนโยบายส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย โดยนโยบายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2569 ระบุว่า ร้านค้าที่เข้าเกณฑ์ยอดขายรวมไม่เกิน 10,000 บาทในช่วง 30 วันก่อนตัดรอบ อาจได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย 0.5-1.5% ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังมีค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1 บาทต่อคำสั่งซื้อที่สำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามลดภาระให้ร้านค้าขนาดเล็ก

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ ช้อปปี้ได้ทุ่มงบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยรายย่อย หรือ MSME ที่มียอดขายไม่เกิน 150,000 บาท ต่อเดือน เป็นการขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาลที่มุ่งใช้ศักยภาพ ของอีคอมเมิร์ซในการสร้างโอกาสและรายได้ให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรม จะได้รับสิทธิ์การสนับสนุนต่อเนื่องนาน 6 เดือน 

สิทธิประโยชน์สำคัญของโปรแกรมฯ นี้ เช่นยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับ 10 คำสั่งซื้อแรกต่อเดือน หรือรวมสูงสุด 60 คำสั่งซื้อ ตลอดระยะเวลาโปรแกรม และสำหรับคำสั่งซื้อที่ 11 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขายใน อัตราพิเศษ 0.5-1.5% ซึ่งเป็นสิทธิ์สำหรับร้านค้าที่มียอดขายต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น และจะเป็นไปตามรายละเอียดของแต่ละหมวดหมู่สินค้า

นอกจากการสนับสนุนด้านค่าธรรมเนียมแล้ว ช้อปปี้ยังมี หลักสูตรออนไลน์ให้อบรมฟรี จาก Shopee University เพื่อเน้นพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลที่จัดขึ้นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการขาย การบริหารร้านค้า และการใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัล พร้อมสนับสนุนโค้ดส่วนลดและโค้ดส่งฟรี เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายและขยายฐาน ลูกค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

ขณะที่ แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า ประเด็นที่แพลตฟอร์มควรต้องตอบสังคม คือ ส่วนลดค่าธรรมเนียมช่วยลดต้นทุนรวมของร้านค้าได้มากเพียงใด เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการขายสินค้า การซื้อโฆษณา และการเข้าร่วมแคมเปญ ตลอดจนร้านค้าที่มียอดขายเกินเกณฑ์ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบใด

'แกร็บ' ชู AI ยกระดับผู้ประกอบการ

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการร้านค้าและคนขับอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 2568 แกร็บพัฒนาฟีเจอร์ “ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ” (GrabMerchant AI Assistant) ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนธุรกิจ มีร้านอาหารกว่า 275,000 ร้านทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว และเกือบ 55% หรือกว่า 150,000 ร้าน ใช้งานอย่างน้อยเดือนละครั้ง

ข้อมูลของแกร็บยังระบุว่า กว่า 80% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ใช้ฟีเจอร์นี้ โดยร้านที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอสามารถสร้างยอดขายเติบโต 20% เมื่อเทียบกับร้านที่ไม่ได้ใช้งาน

ขณะเดียวกัน แกร็บพัฒนา “ผู้ช่วย AI” (Driver AI Assistant) ซึ่งเป็นแชตบอตบนแอปพลิเคชันคนขับร่วมกับ OpenAI เพื่อให้คำตอบและคำแนะนำเกี่ยวกับการให้บริการและเทคนิคเพิ่มรายได้ โดยมีคนขับกว่า 120,000 คนใช้งาน หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

ผนึกโอเพ่นเอไอพัฒนาทักษะคน

ขณะเดียวกัน แกร็บร่วมมือกับ OpenAI เปิดตัวโครงการ “GO Forward with AI” ในระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนาหลักสูตรการใช้ ChatGPT ที่ออกแบบสำหรับคนขับและผู้ประกอบการร้านค้าโดยเฉพาะ เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าเพื่อวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงพัฒนาแนวคิดใหม่เพื่อสร้างช่องทางรายได้

โครงการเริ่มนำร่องในสิงคโปร์ ก่อนขยายไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย โดยแกร็บระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะ AI ให้แก่ผู้ประกอบการและคนขับในระบบนิเวศของบริษัท

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว แกร็บยังดำเนินโครงการ GrabAcademy เพื่อฝึกอบรมและจัดเวิร์กชอปด้านดิจิทัลให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น นำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพัฒนาธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้าวัฒนธรรมไทยและสินค้าชุมชน รวมถึงต่อยอดโอกาสสร้างรายได้

'ลาซาด้า' หนุนแบรนด์ไทยเพิ่มมูลค่าธุรกิจ

ขณะที่ ลาซาด้า เผยข้อมูลรายงาน E-commerce Influencer & Affiliate Marketing in Southeast Asia 2026 ระบุว่า ผู้บริโภค 7 ใน 10 คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค้นพบสินค้าใหม่ผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้หลายช่องทางในการค้นหาและพิจารณาสินค้า โดยให้ความสำคัญกับข้อมูล ราคา รีวิว และความน่าเชื่อถือมากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีบทบาทต่อผู้ประกอบการ” มากกว่าการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า ทั้งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การใช้เครื่องมือทางการตลาด การสร้างประสบการณ์ซื้อสินค้า และการขยายตลาดจากในประเทศไปสู่ต่างประเทศ

ลาซาด้าให้ความสำคัญการสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่นที่ต้องอาศัยดีไซน์เฉพาะตัวและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลพบว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดล้วนเป็น “แบรนด์ไทย” โดยมีจุดร่วมคือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ

รายงานจาก CUBE INSIGHTS ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีแนวโน้มเติบโตจากมูลค่าราว 9.7 แสนล้านบาทในปี 2568 เป็น 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงกว่า 14% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ (Value per Order) มากกว่าการขยายปริมาณเพียงอย่างเดียว

นางสาววาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นเป็นกลยุทธ์หลักในการตอบสนองพฤติกรรมนักช้อปยุคใหม่ ลาซาด้าใช้มาตรการสร้างความมั่นใจผ่าน “4 การันตี” ได้แก่ การันตีสินค้าแบรนด์แท้ 100% การจัดส่งตรงเวลา การคืนสินค้าพร้อมเงินคืนไว และการันตีสต็อกพร้อม ควบคู่กับโปรแกรมสมาชิกและการนำ AI มาใช้เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้แม่นยำขึ้น

เปิดไส้ใน 'TTR' ต้นทุนแฝงบนอีคอมเมิร์ซ 

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ได้ประกาศ “คู่มือการดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการทราบอัตราส่วนแบ่งรวมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าก่อนการเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม” หรือ Total Take Rate: TTR เพื่อเป็นแนวทางให้แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส เปิดเผยต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระอย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ โปรแกรมส่งเสริมการขาย หรือบริการเสริมต่าง ๆ

หัวใจของ TTR คือการเปลี่ยนจากการมองค่าธรรมเนียมแบบ “แยกรายการ” มาเป็นการมอง “ต้นทุนรวม” ของการขายสินค้า เพราะในโลก อีคอมเมิร์ซ ร้านค้าไม่ได้จ่ายเพียงค่าคอมมิชชันจากการขาย แต่ยังอาจมีค่าใช้จ่ายอีกหลายชั้นที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการขาย

นายชัยชนะ ระบุว่า การเติบโตของ อี-มาร์เก็ตเพลส ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างและรวดเร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มอาจประกอบด้วย ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ค่าเข้าร่วมแคมเปญ คูปองหรือส่วนลดที่ร้านค้าต้องรับผิดชอบ ค่าโฆษณา ค่า Affiliate และค่าใช้จ่ายจากบริการเสริมอื่น ๆ

ปัญหาคือค่าใช้จ่ายแต่ละรายการอาจมีชื่อ อัตรา และฐานการคำนวณแตกต่างกัน ทำให้ร้านค้าเห็นต้นทุนเป็นส่วน ๆ แต่ไม่จำเป็นว่าจะเห็นภาพเดียวกันว่า เมื่อรวมทุกค่าใช้จ่ายแล้ว สินค้าหนึ่งรายการต้องเสียต้นทุนให้แพลตฟอร์มจริงเท่าไร และท้ายที่สุดร้านค้าจะเหลือเงินกลับมาเท่าไร นี่จึงเป็นช่องว่างที่ TTR เข้ามาเติม

โดยทำหน้าที่รวบรวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระจากการขายสินค้า แล้วแสดงออกมาเป็นทั้ง อัตราร้อยละและจำนวนเงินจริง เมื่อเทียบกับ “ราคาสินค้าสุทธิ” หรือราคาสินค้าตั้งต้นหลังหักส่วนลดที่ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบ พูดง่าย ๆ TTR ต้องการทำให้ร้านค้าตอบคำถามได้ว่า “ขายสินค้านี้แล้ว แพลตฟอร์มจะหักต้นทุนรวมจากเราเท่าไร และเงินจะเหลือกลับมาเท่าไร”