วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดิจิทัลอาเซียนโต 17% รับอานิสงส์เอไอ ยอดใช้จ่ายออนไลน์แตะ 3.68 แสนล้านดอลลาร์

เอไอช่วยให้ธุรกิจดิจิทัลอาเซียนเติบโตต่อได้ในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรง ทั้งยังดึงเงินลงทุนเข้าสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก แต่ภูมิภาคก็เผชิญความเสี่ยงเช่นกัน หากกระแสพัฒนาเอไอทั่วโลกชะลอตัว อาจกระทบความต้องการสินค้าในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียน

KEY POINTS

  • เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนคาดว่าจะเติบโต 17% ในปี 2569 โดยมียอดใช้จ่ายออนไลน์สูงถึง 3.68 แสนล้านดอลลาร์
  • เอไอเป็นแรงขับเคลื่อนให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคฟื้นตัว โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับระบบเอไอ

เอไอกำลังเข้ามาช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตต่อไปได้ แม้ผู้บริโภคจะต้องรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่เริ่มอ่อนแรง โดยธุรกิจดิจิทัลในภูมิภาคหันมาใช้เอไอเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มมากขึ้น และช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์

บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยอ้างอิงผลการศึกษาจาก Google, Temasek Holdings บริษัทการลงทุนของสิงคโปร์ และ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งคาดว่า ยอดใช้จ่ายออนไลน์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 3.68 แสนล้านดอลลาร์ แม้จะเติบโตช้าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

การเติบโตนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของภูมิภาคเริ่มชะลอตัว ขณะที่ราคาสินค้าและบริการยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น ทั้งการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้บริการด้านการเดินทางและท่องเที่ยว แต่ธุรกิจดิจิทัลยังสามารถนำเอไอมาใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย แม้สภาพเศรษฐกิจจะยังมีแรงกดดันอยู่ก็ตาม

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรราว 700 ล้านคน และเป็นหนึ่งในตลาดที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่แข่งขันกันอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีผู้เล่นอย่าง Alibaba และ Sea บริษัทแม่ของ Shopee ส่วนตลาดบริการเรียกรถและส่งอาหารมี Grab และ GoTo Group ขณะที่ธุรกิจจองบริการท่องเที่ยวออนไลน์มีแพลตฟอร์มอย่าง Trip.com และ Traveloka

บริษัทเหล่านี้ต่างฝากความหวังไว้กับจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ธุรกิจมีรายได้มากขึ้น แม้จะต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่นในตลาดเดียวกันก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจดิจิทัลยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้ราคาพลังงานมีความผันผวน และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเอไอในตลาดโลก เนื่องจากหากกระแสการลงทุนด้านเอไอทั่วโลกชะลอตัวลง อาจทำให้ความต้องการสินค้าจากอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงตามไปด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมดังกล่าวถือเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ความเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ถึงแม้จะมีแรงกดดันจากหลายด้าน แต่รายงานระบุว่า เอไอกำลังช่วยให้ธุรกิจดิจิทัลรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้บางส่วน โดยเฉพาะธุรกิจสื่อออนไลน์ที่มีแนวโน้มเติบโตในอัตราสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากรายได้โฆษณาที่เพิ่มขึ้น โดยมีการนำเอไอเข้ามาช่วยส่งเสริมการเผยแพร่เนื้อหาให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เริ่มมีความมั่นใจในการใช้เอไอมากขึ้นเช่นกัน โดยรายงานพบว่า ผู้บริโภคประมาณ 62% มีความมั่นใจในการใช้เอไอเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจเรื่องสำคัญมากขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายแล้ว เอไอยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาฟื้นตัว โดยรายงานระบุว่า เงินทุนที่ไหลเข้าสู่บริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

การเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนครั้งนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากข้อตกลงลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมถึงรองรับการทำงานของระบบเอไอ ขณะเดียวกัน ความต้องการนำเอไอไปใช้งานในภาคธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไปจนถึงบริการทางการเงินดิจิทัล ยังมีส่วนช่วยผลักดันการลงทุนในภูมิภาคให้เพิ่มขึ้น

รายงานยังพบว่า เงินลงทุนจำนวนมากไม่ได้กระจายไปยังธุรกิจเทคโนโลยีทุกประเภท แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเอไอทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลที่ได้รับเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก

บริษัทที่ได้รับเงินลงทุนในกลุ่มนี้ ได้แก่ STT GDC และ DayOne Data Centers Ltd ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจศูนย์ข้อมูล โดยบริษัทเหล่านี้มีสัดส่วนรวมกันเป็นส่วนใหญ่ของเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่บริษัทเอกชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569