วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์ 'เคน กริฟฟิน' ฟันธง AI ฟองสบู่ แต่ผู้รอดจะครองตลาดไปอีกหลายทศวรรษ

เจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ 'เคน กริฟฟิน' ชี้ตลาด AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ 'เกือบแน่นอน' หลังบริษัทต่างๆ ทุ่มลงทุนมหาศาล แม้จะยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนและเพิ่มผลิตภาพได้ชัดเจน เชื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งใหญ่มักมาพร้อมฟองสบู่ แต่จะสร้างผู้ชนะทางธุรกิจในระยะยาว โดยเทียบยุค 'ดอตคอม' กับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในวันนี้

ท่ามกลางกระแสความกังวลล่าสุดเกี่ยวกับการลงทุนมหาศาลในปัญญาประดิษฐ์ (AI) "เคน กริฟฟิน" (Ken Griffin) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Citadel  ให้มุมมองว่า นักลงทุนกำลังอยู่ท่ามกลางภาวะฟองสบู่ AI “แทบจะแน่นอนแล้ว” ในขณะที่บริษัทจำนวนมากยังพยายามประเมินว่าจะต้องใช้จ่ายเงินกับเทคโนโลยีนี้มากเพียงใด และ AI จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจอย่างไร

ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแส AI เพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความวิตกว่าเงินลงทุนมหาศาลที่ต้องใช้ตั้งแต่ระยะแรกเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดเอาไว้กว่าจะสร้างผลกำไรและช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริงๆ

“บริษัทต่างๆ ในสหรัฐยังมีความสามารถในการสร้างมูลค่าจากโมเดล AI ของตัวเองแตกต่างกันอย่างมาก” กริฟฟินกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในงาน Future of Global Markets Conference ที่นิวยอร์ก

“ผมคิดว่าบริษัททั่วสหรัฐกำลังมองดูใบเรียกเก็บเงินจาก Anthropic และ OpenAI แล้วคิดว่า ‘โอเค เราต้องมาคิดกันแล้วว่าจะทำอย่างไรให้แน่ใจว่าเงินที่จ่ายไปพวกนี้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริง’”

จับตา Anthropic ลงทุน 7 แสนล้านดอลลาร์

แอนโทรปิค (Anthropic) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนา AI ชั้นนำของโลก คาดว่าจะยื่นเอกสารเพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่อสาธารณะในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่า "สูงที่สุด" ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจะช่วยให้ Anthropic ระดมเงินทุนเพิ่มเติมได้อีกมาก เพื่อรองรับการลงทุนในชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ และบุคลากร สำหรับพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อวันอังคาร เดอะวอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า Anthropic อาจใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกถึง "7.5 แสนล้านดอลลาร์" (ราว 25 ล้านล้านบาท) สำหรับการลงทุนด้านกำลังประมวลผลในช่วงหลายปีข้างหน้า

กริฟฟินกล่าวว่า ความสำเร็จของ Anthropic ในท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่า "โมเดล AI ของบริษัท เป็นเทคโนโลยีที่ทุกอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมี"

“การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจอย่างพลิกโฉมครั้งใหญ่ โดยทั่วไปมักเกี่ยวพันกับการเกิดฟองสบู่” กริฟฟินกล่าว “และฟองสบู่พวกนี้ (หากเราจะใช้คำนี้ฉ ก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่”

จากเคยมอง AI เป็นขยะ สู่ยุคทองของผู้ประกอบการ

เจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์อย่างกริฟฟิน ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีผู้ครองความมั่งคั่งมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เคยเป็นหนึ่งในคนที่ดูถูกเทคโนโลยี AI เอาไว้ในช่วงต้นๆ เขาเคยแสดงความคิดส่วนหนึ่งเห็นที่เวที WEF ดาวอสเมื่อต้นปีนี้โดยเรียก AI ว่าเป็น “ขยะ”

ต่อมาในเดือนพ.ค. เขากล่าวต่อผู้เข้าร่วมงานที่ Stanford Business School ว่า รู้สึกหดหู่กับสิ่งต่างๆ ที่ AI สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ในการแสดงความเห็นล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กริฟฟินกลับมีมุมมองเชิงบวกต่อ AI มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ "จะนำไปสู่การก่อตั้งธุรกิจใหม่จำนวนมากในสหรัฐ"

“ตอนนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่า AI กำลังคุกคามงานของพนักงานออฟฟิศอย่างไร และหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณก็กำลังเห็นว่าความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เคยปกป้องธุรกิจของคุณกำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว”

“แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็อาจจะกำลังคิดว่านี่จะเป็นยุคทองของผู้ประกอบการเช่นกัน”

กริฟฟิน ซึ่งมีธุรกิจในเครือครอบคลุมทั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Citadel และบริษัท Citadel Securities ย้อนกล่าวถึงช่วงก่อนเกิด "วิกฤติฟองสบู่ดอตคอมแตก" และรูปแบบธุรกิจบางประเภทในยุคนั้นที่ดูเป็นเพียงจินตนาการและแทบไม่น่าเป็นไปได้ แต่ผู้ที่อยู่รอดผ่านพ้นมาได้ กำลังเป็นบิ๊กเทคของโลกในวันนี้

“บริษัทที่สามารถผ่านพ้นฟองสบู่ครั้งนั้นมาได้ กลับกลายเป็นผู้นำตลาดต่อไปอีกหลายทศวรรษ” กริฟฟินกล่าว

“ผมแค่เสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้ถือหุ้น Amazon เอาไว้ต่อ”


ที่มา: Bloomberg