วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกมี AI ไทยต้องมีอะไร? ‘ยศชนัน’ ชี้ ต้องลงทุนสร้างคนที่คิดค้นเทคโนโลยีได้เอง

คนไทยมีความสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ แต่เมื่อรวมกันเป็นประเทศกลับยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ‘ยศชนัน’ ชวนมองปัญหาการเชื่อมโยงคนเก่ง พร้อมเสนอสร้างประเทศแห่งผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนความรู้เป็นนวัตกรรมและรายได้

KEY POINTS

  • ยศชนัน ชี้ว่า ไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ซื้อมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ต้องลงทุนสร้างคนที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมได้เอง
  • ผลักดันไทยสู่ประเทศแห่งผู้เชี่ยวชาญ คนมีความรู้เชิงลึกและเข้าใจหลักการพื้นฐานเพื่อนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งเดิมของประเทศ
  • ต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัย ภาคธุรกิจ และแหล่งทุนเข้าด้วยกัน พร้อมลงทุนในเครื่องมือวิจัยขั้นสูง เปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นธุรกิจและเศรษฐกิจใหม่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ

ประเทศไทยไม่เคยขาดคนเก่ง แต่เหตุใดเมื่อความสามารถของคนไทยแต่ละคนถูกรวมเข้าด้วยกัน ประเทศกลับยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างเต็มศักยภาพ?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หยิบยกขึ้นมาระหว่างการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ สร้างคนให้ทันโลก เพิ่มทักษะให้ทันงาน : HUMAN CAPITAL EVOLUTION ภายในงาน NATION FORUM x DINNER TALK : THAILAND'S AGENDA เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569

ยศชนันเริ่มต้นจากการชวนมองกลับมายังต้นทุนที่ประเทศไทยมีอยู่ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ องค์ความรู้ และบุคลากรที่มีความสามารถ โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อคนไทยออกไปแข่งขันในระดับนานาชาติ หลายคนมีความมั่นใจว่าตนเองสามารถสู้กับบุคลากรจากประเทศอื่นได้ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของประเทศไทย กลับพบว่าเศรษฐกิจยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูงได้

ความแตกต่างระหว่างศักยภาพของคนไทยในระดับบุคคลกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงเป็นปัญหาที่เขาต้องการชวนสังคมหาคำตอบ

ในมุมมองของยศชนัน ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีบุคลากรที่มีความสามารถ แต่อยู่ที่การขาดระบบซึ่งสามารถนำความรู้และความเชี่ยวชาญเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกัน จนเกิดเป็นเทคโนโลยี นวัตกรรม และธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ

ยศชนันยกตัวอย่างสิงคโปร์ ประเทศที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ แต่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้จากการลงทุนพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคนที่มีความรู้เชิงลึกและสามารถพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเอไอ ทำให้เทคโนโลยีที่ลงทุนในวันนี้อาจล้าสมัยหรือถูกแทนที่ในเวลาไม่นาน จึงจำเป็นต้องทบทวนว่าประเทศไทยควรทุ่มทรัพยากรไปกับการซื้อเทคโนโลยี หรือให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ยศชนันมองว่า การลงทุนสร้างคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงลึกจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เพราะแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไป แต่บุคลากรที่เข้าใจหลักการพื้นฐานของเทคโนโลยียังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนานวัตกรรมใหม่ได้

ดัน Nation of Masters สร้างคนเชี่ยวชาญเฉพาะด้านรับโลกเอไอ

สำหรับแนวทางพัฒนาบุคลากร ยศชนันเสนอแนวคิดผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Nation of Masters หรือประเทศแห่งผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเชิงลึกในสาขาต่างๆ สามารถนำความเชี่ยวชาญไปใช้แก้ปัญหา พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างนวัตกรรมใหม่ได้จริง

หัวใจสำคัญของแนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทยมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ต้องสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญไปถึงระดับที่เข้าใจหลักการพื้นฐานของศาสตร์นั้น และนำความรู้ไปต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า First Principle Thinking หรือการทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ จากหลักการพื้นฐาน แทนการเรียนรู้เพียงวิธีใช้งานหรือทำตามรูปแบบเดิม

โลกมี AI ไทยต้องมีอะไร? ‘ยศชนัน’ ชี้ ต้องลงทุนสร้างคนที่คิดค้นเทคโนโลยีได้เอง

ยศชนันยกตัวอย่างการเรียนรู้เรื่องการเล่นกอล์ฟ ซึ่งอาจเริ่มต้นจากความสนใจในการเล่นกีฬา ก่อนศึกษาเพิ่มเติมถึงลักษณะของไม้กอล์ฟ วัสดุที่ใช้ผลิต และหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้อุปกรณ์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน หากศึกษาลึกลงไปอย่างต่อเนื่อง ความรู้ดังกล่าวอาจนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีใหม่ได้

แนวคิดนี้ยังมีความสำคัญมากขึ้นในยุคเอไอ เนื่องจากการทำงานของเอไอจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลในการเรียนรู้และประมวลผล ความรู้เฉพาะด้านที่มีอยู่ในประเทศไทยจึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นฐานข้อมูลและต่อยอดด้วยเทคโนโลยีได้

ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปลูกทุเรียน อาจมีองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการดูแลต้นทุเรียน สภาพดิน และปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิต หากสามารถรวบรวมความรู้เหล่านี้อย่างเป็นระบบ แล้วนำมาผสมผสานกับวิทยาศาสตร์และเอไอ ก็อาจช่วยพัฒนาวิธีการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต และสร้างสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การสร้างคนเก่งจำนวนมากอาจไม่เพียงพอ หากแต่ละคนยังทำงานแยกส่วนกัน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคลเข้ากับนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และแหล่งเงินทุน เพื่อเปลี่ยนความรู้ที่มีอยู่ให้กลายเป็นนวัตกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยต้องสร้างแหล่งรายได้ใหม่ หลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

ยศชนันกล่าวต่อว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูง จำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังพึ่งพาภาคส่วนหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และภาคบริการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจขนส่งและการท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและแรงงานวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง หากยังคงพึ่งพารูปแบบการผลิตและบริการแบบเดิม อาจส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างจำกัดในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การยกระดับผลผลิตทางการเกษตรไปสู่สินค้าอาหารมูลค่าสูง การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาธุรกิจสุขภาพที่ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์เข้ามาสร้างบริการรูปแบบใหม่

ยศชนันมองว่า แม้ประเทศไทยอาจไม่ได้มีความได้เปรียบสูงสุดในการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีเอไอกับประเทศมหาอำนาจ แต่ยังมีโอกาสสร้างจุดแข็งจากการนำเอไอมาผสมผสานกับข้อมูลและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของประเทศ โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม อาหาร สุขภาพ และอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานความรู้และทรัพยากรอยู่แล้ว

3 โครงการ Siam Silica - Medica - Terra สร้างเศรษฐกิจใหม่

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ยศชนันกล่าวถึง 3 โครงการสำคัญที่กระทรวง อว. ผลักดันในปี 2569 เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ได้แก่ Siam Silica, Siam Medica และ Siam Terra

โครงการแรก Siam Silica มุ่งพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิป ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และระบบเอไอ

ยศชนันตั้งคำถามว่า หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การมีโรงงานผลิตชิปเพียงอย่างเดียวจะทำให้คนไทยมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดังกล่าวได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แม้จะช่วยสร้างงานและการลงทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้โดยอัตโนมัติ

สิ่งสำคัญจึงเป็นการสร้างบุคลากรไทยให้มีความรู้เชิงลึกด้านอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว

โครงการที่สอง Siam Medica มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ ผ่านการนำวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมาช่วยพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Scientific Wellness หรือการดูแลสุขภาพที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ยศชนันอธิบายว่า ธุรกิจสุขภาพหรือ Wellness ในรูปแบบเดิมมักเชื่อมโยงกับโรงแรม สปา และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่แนวทางที่ต้องการผลักดันคือการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการด้านสุขภาพ

ตัวอย่างเช่น การนำผลผลิตทางการเกษตรมาศึกษาและพัฒนาเป็นอาหารฟังก์ชัน หรืออาหารที่มีคุณสมบัติและประโยชน์ต่อสุขภาพเฉพาะด้าน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้มากกว่าการจำหน่ายในรูปแบบวัตถุดิบทั่วไป

โครงการที่สาม Siam Terra มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่อุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง โดยนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงอาหารแห่งอนาคตที่มีโอกาสเติบโตในตลาดโลก

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่ประเทศไทยมีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการขายวัตถุดิบหรือสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าต่ำเพียงอย่างเดียว

ทั้ง 3 โครงการจึงมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคน งานวิจัย และอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งเดิมของประเทศไทยให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น

หนุนเงินทุนสตาร์ตอัป ดันงานวิจัยสร้างรายได้จริง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่คือ การสนับสนุนเงินทุนสำหรับงานวิจัยและธุรกิจเทคโนโลยี โดยยศชนันระบุว่า งานวิจัยที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่มักมีความเสี่ยงสูง และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือสร้างรายได้ในอนาคต

ดังนั้น การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงไม่สามารถพึ่งพาระบบสินเชื่อธนาคารแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนที่พร้อมรับความเสี่ยง เช่น กองทุนร่วมลงทุน หรือ Venture Capital (VC) ซึ่งเป็นการนำเงินเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะสตาร์ตอัปที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่

นอกจากเงินทุนแล้ว ประเทศไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรและสิทธิในผลงานวิจัย เพื่อให้นักวิจัยและผู้ประกอบการสามารถรักษาสิทธิในเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น และนำผลงานเหล่านั้นไปสร้างรายได้ได้จริง

ยศชนันมองว่า การวิจัยและพัฒนาไม่ควรสิ้นสุดเพียงการได้องค์ความรู้หรือผลงานทางวิชาการ แต่ต้องสามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้า บริการ หรือธุรกิจที่สร้างรายได้ เพื่อให้การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้สร้างระบบสนับสนุนสตาร์ตอัปไทย โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีความรู้เฉพาะด้านเข้ากับนักวิจัย ภาคธุรกิจ และนักลงทุน เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้

ยศชนันยกตัวอย่างการนำความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรมาต่อยอดกับเทคโนโลยีและงานวิจัย จากเดิมที่เกษตรกรอาจมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเพียงอย่างเดียว หากสามารถนำองค์ความรู้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ ก็อาจสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้

หากสตาร์ตอัปไทยสามารถเติบโตจนกลายเป็นยูนิคอร์น หรือบริษัทสตาร์ตอัปที่มีมูลค่าธุรกิจตั้งแต่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนและสร้างรายได้จากเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาธุรกิจดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยระบบที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเงินทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย หรือเยาวชนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน

โดยยศชนันเสนอให้สร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงผู้ที่มีความสนใจและความเชี่ยวชาญในเรื่องเดียวกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมกันพัฒนาผลงาน ก่อนเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และนักลงทุน เพื่อยกระดับไปสู่การสร้างธุรกิจและขยายตลาดในต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่อาจทำให้อุตสาหกรรมเดิมบางส่วนต้องปรับตัว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงานที่มีอยู่ให้สูงขึ้น และฝึกทักษะใหม่เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานได้

ปรับระบบการศึกษา ไม่ควรวัดคนเก่งจากผลการเรียนเพียงอย่างเดียว

สำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว ยศชนันมองว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องปรับวิธีคิดในการประเมินความสามารถของผู้เรียน โดยไม่ควรใช้ผลการเรียนหรือความสามารถทางวิชาการเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากผู้ที่เรียนเก่งอาจไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในการทำงานหรือการใช้ชีวิตเสมอไป ขณะที่บางคนอาจไม่ได้มีผลการเรียนโดดเด่น แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถนำไปสร้างอาชีพและรายได้ได้ ดังนั้น ระบบการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการค้นหาความถนัดและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน พร้อมเปิดโอกาสให้สามารถเลือกเส้นทางการศึกษาและประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง

โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจไม่สามารถศึกษาต่อในระบบการศึกษาทั่วไปได้ ควรมีทางเลือกในการเข้าสู่การศึกษาสายอาชีพ เพื่อพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปทำงานและสร้างรายได้ระหว่างเรียน

หลังจากนั้น หากต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ก็ควรมีระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษา เช่น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สามารถเชื่อมต่อไปสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้

ยศชนันมองว่า การพัฒนาระบบการศึกษาในลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ที่มีความสามารถแตกต่างกันได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเอง และไม่ถูกจำกัดอนาคตจากเส้นทางการศึกษาที่เลือกในช่วงแรก ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาไม่ควรมุ่งเพียงผลิตบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ต้องสร้างคนที่สามารถนำความรู้ไปพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม และก่อตั้งธุรกิจใหม่ได้ด้วย

แนวคิดดังกล่าวจึงมุ่งเปลี่ยนบทบาทจากการผลิต ‘ผู้หางาน’ หรือ Job Seeker ไปสู่การสร้าง ‘ผู้สร้างงาน’ หรือ Job Creator ซึ่งสามารถใช้ความรู้และทักษะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

ลงทุนเครื่องมือวิจัยขั้นสูง สร้างเทคโนโลยีของไทยเอง

ยศชนันกล่าวด้วยว่า การสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิจัยไทยสามารถศึกษา ทดลอง และพัฒนาเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง

ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ซึ่งมีการแข่งขันสูงจากประเทศมหาอำนาจอย่างจีน หากประเทศไทยต้องการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้แข่งขันได้ จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัสดุและกระบวนการทำงานของแบตเตอรี่ในระดับลึก ไม่ใช่แข่งขันด้านการผลิตเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือเทคโนโลยีซินโครตรอน ซึ่งใช้แสงความเข้มสูงช่วยศึกษาคุณสมบัติและโครงสร้างของวัสดุอย่างละเอียด ทำให้นักวิจัยสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในวัสดุระหว่างการทำงานได้

ตัวอย่างเช่น การศึกษาแบตเตอรี่เพื่อหาสาเหตุของการเสื่อมสภาพ ว่าวัสดุส่วนใดเกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ปรับปรุงวัสดุหรือพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่

การมีเครื่องมือวิจัยขั้นสูงจึงช่วยให้นักวิจัยไทยสามารถเข้าใจปัญหาถึงระดับพื้นฐาน และนำความรู้ไปพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยังมีโครงการ Siam Photon ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแสงซินโครตรอน เพื่อสนับสนุนการวิจัยวัสดุขั้นสูงและเทคโนโลยีในอนาคต โดยเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีการประกาศไว้ก่อนหน้านี้

ยศชนันมองว่า ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการขาดโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือที่จำเป็นต่อการนำความรู้ไปใช้สร้างเทคโนโลยีใหม่

การลงทุนด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์และระบบวิจัยจึงมีความสำคัญไม่ต่างจากการลงทุนพัฒนาบุคลากร เพราะต่อให้ประเทศมีนักวิจัยที่มีความสามารถมากเพียงใด หากไม่มีเครื่องมือและทรัพยากรที่เหมาะสม ก็อาจไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ ยศชนันย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างคนที่มีความเชี่ยวชาญ การเชื่อมโยงองค์ความรู้ การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงการสนับสนุนเงินทุนและผลักดันงานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจ

โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยสามารถนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ งานได้ แต่ต้องสร้างความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างแหล่งรายได้ใหม่ และผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในระยะยาว