ทนดูไม่ได้! 'ดีอี' แง้มรัฐบาลเริ่มคุยทุกขั้ว กสทช. ห่วงศึกในองค์กรฉุดงานใหญ่ติดหล่ม ทีวีดิจิทัล-มือถือไม่ขยับ หากเน็ตชายขอบดับซ้ำกระทรวงฯต้องรับหน้าแทน
KEY POINTS
- รัฐบาลเริ่มเข้าเจรจากับทุกฝ่ายใน กสทช. เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
- ความขัดแย้งทำให้การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตทีวีดิจิทัลหยุดชะงัก ทั้งที่ควรเริ่มกระบวนการแล้วเนื่องจากต้องใช้เวลานาน
- การจัดสรรคลื่นความถี่มือถือ 2100 MHz ที่จะหมดอายุ และการเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 6G และดาวเทียมวงโคจรต่ำได้รับผลกระทบ
- โครงการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบ (USO Net) ถูกตั้งคำถามถึงกระบวนการอนุมัติ และเคยเกิดปัญหาสัญญาณหายกระทบประชาชนแล้ว
- กระทรวงดีอีชี้ว่าหาก กสทช. ยังไม่ดำเนินการใดๆ ประชาชนทั้งประเทศคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า รัฐบาลเริ่มติดต่อพูดคุยกับฝ่ายสำนักงานและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ดกสทช.) แล้ว ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรที่ส่งกระทบต่อการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะอนาคตทีวีดิจิทัล คลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือ และบริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบ แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียดหรือระดับของการหารือ
รัฐบาลจะไม่สนใจเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ กสทช. ถืออยู่ในมือคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ถ้ายังนิ่ง ไม่ขยับ ไม่ทำอะไรเลย คนที่ต้องรับผลกระทบก็คือประชาชนทั้งประเทศ
หนึ่งในเรื่องที่น่ากังวล คือ อนาคตทีวีดิจิทัล ซึ่งตามกรอบเวลาปกติควรเริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมแล้ว เนื่องจากขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปี หรือเกือบ 3 ปี แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการเริ่มดำเนินการ ขณะที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเริ่มเผชิญปัญหาความอยู่รอด แม้รัฐบาลยังไม่ได้รับข้อมูลสะท้อนจากภาคธุรกิจอย่างชัดเจนก็ตาม
ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องคลื่นความถี่ 2100 MHz ที่กำลังจะครบกำหนด รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 6G และดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถมองปัญหาภายใน กสทช. เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกรรมการได้
ส่วนกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ซึ่งนำเงินไปสนับสนุนโครงการด้านดิจิทัลของประเทศ มีรายได้ส่วนหนึ่งมาจาก กสทช. โดยตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 มาตรา 24 กำหนดให้สำนักงาน กสทช. ต้องแบ่งเงิน 15% จากรายได้การจัดสรรคลื่นความถี่ และ 15% จากรายได้ของสำนักงานบางประเภท ส่งเข้ากองทุนดีอี ซึ่ง น.ส.แนน ยืนยันว่า แม้ กสทช. จะมีปัญหาความขัดแย้งภายใน แต่ขณะนี้เงินยังเข้ากองทุนตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
อีกประเด็นที่ น.ส.แนน ตั้งข้อสงสัยคือ โครงการอินเทอร์เน็ตพื้นที่ชายขอบ (USO Net) วงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ว่าเหตุใดจึงสามารถอนุมัติโครงการได้โดยไม่ผ่านบอร์ด กสทช. แม้จะมีคำอธิบายว่าโครงการได้รับอนุมัติไว้ก่อนแล้ว และเพิ่งดำเนินการด้านเอกสารในภายหลัง แต่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนดังกล่าว
สิ่งที่ห่วงไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง แต่หากประชาชนกำลังใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ แล้วเกิดปัญหาใช้งานไม่ได้อีก คนที่ถูกตำหนิกลับเป็นกระทรวงดีอี ไม่ใช่ กสทช. เพราะประชาชนเข้าใจว่าเป็นความรับผิดชอบของเรา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบมาแล้ว โดยเมื่อเดือน พ.ค.69 โครงการ USO Mobile และบริการอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องในจ.แม่ฮ่องสอนสิ้นสุดการให้บริการ กระทบประชาชนในพื้นที่ห่างไกล อ.แม่สะเรียง ซึ่งมีรายงานว่าประชาชนไม่น้อยกว่า 4,000 ครัวเรือนยังเข้าไม่ถึงสัญญาณสื่อสาร จนฝ่ายปกครองต้องเรียกร้องให้ กสทช. เร่งแก้ปัญหา





