วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีอีกางโรดแมปปักธงฮับ ‘ดิจิทัล–AI’ อาเซียน ดันเม็ดลงทุนพุ่ง 6.41 แสนล้านบาท

เปิด 3 ยุทธศาสตร์ “Digital Infrastructure for the Future” เร่งเครื่องโครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีอวกาศ กรีนดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI วางโรดแมปปี 2570–2573 เปลี่ยนไทยจากผู้ตามสู่ผู้นำเทคโนโลยีภูมิภาค คาดเม็ดเงินลงทุนเพิ่มจาก 335,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 641,000 ล้านบาทในปี 2573 โดยภาคเอกชนเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนสัดส่วน 95.7%

KEY POINTS

  • กระทรวงดีอีตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2573
  • คาดการณ์เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีมูลค่าสูงถึง 6.41 แสนล้านบาทในปี 2573
  • การลงทุนส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 95.7% ขณะที่ภาครัฐลงทุน 4.3%
  • วางโรดแมปปี 2570-2573 พัฒนา 3 มิติหลัก ได้แก่ โทรคมนาคมและอวกาศ, ศูนย์ข้อมูลและคลาวด์, และโครงสร้างพื้นฐาน AI
  • ใช้ 3 ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อน คือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, สร้างระบบนิเวศดิจิทัลและ AI, และสร้างความร่วมมือระยะยาว

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงจัดงานประชุมสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ “Digital Infrastructure for the Future” เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยให้พร้อมรับอนาคต

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศในวันนี้ไม่ใช่เพียงการวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีให้ทัน แต่คือการค้นหาคำตอบว่า ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ประเทศไทยจะสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ และเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงอนาคตใหม่ได้อย่างไร

รมช.ดีอี ระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนและจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์หลายด้านที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานที่ครอบคลุม การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนระบบนิเวศดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กระทรวงดิจิทัลฯ ตั้งเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำด้านดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคภายในปี 2573”

รัฐบาลโดยกระทรวงดีอีจึงไม่ได้วางบทบาทภาครัฐไว้เพียงการกำกับดูแลหรือเป็นผู้ลงทุนเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน (Enabler)” เปิดทางให้เกิดการลงทุนและนวัตกรรม พร้อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

ดีอีกางโรดแมปปักธงฮับ ‘ดิจิทัล–AI’ อาเซียน ดันเม็ดลงทุนพุ่ง 6.41 แสนล้านบาท

เจาะ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งอนาคต

เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค กระทรวงดีอีวาง 3 แนวทางขับเคลื่อนหลัก ให้ดำเนินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร ไปจนถึงความร่วมมือระยะยาว ประกอบด้วย

1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล (Future-Ready Digital Infrastructure)

มุ่งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพสูงและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมตั้งแต่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว ไปจนถึงระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และดึงดูดเม็ดเงินจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

2.การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและ AI (Digital & AI Ecosystem)

การลงทุนในฮาร์ดแวร์หรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเทคโนโลยี แหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงานและบุคลากรแห่งอนาคต ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทย เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปสามารถนำมาต่อยอดสร้างนวัตกรรม พัฒนาธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างแท้จริง

3.การสร้างความร่วมมือระยะยาว (Long-term Partnership)

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศเป็นภารกิจขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน สถาบันการศึกษา และผู้ให้บริการเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ

ดีอีกางโรดแมปปักธงฮับ ‘ดิจิทัล–AI’ อาเซียน ดันเม็ดลงทุนพุ่ง 6.41 แสนล้านบาท

เปิดโรดแมปปี 2570–2573 เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริง

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสดช. นำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนผ่าน Roadmap ระหว่างปี 2570–2573 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดและเม็ดเงินลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถจับต้องและนำไปใช้งานได้จริง พร้อมต่อยอดเป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ From Infrastructure Investment to National Competitiveness

โรดแมปดังกล่าวแบ่งแนวทางดำเนินงานออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ โทรคมนาคมและเทคโนโลยีอวกาศ ศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์

โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาในแต่ละช่วงเวลาให้สอดรับกัน เพื่อให้การลงทุนในเทคโนโลยีแต่ละด้านสามารถเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน และสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค

ดีอีกางโรดแมปปักธงฮับ ‘ดิจิทัล–AI’ อาเซียน ดันเม็ดลงทุนพุ่ง 6.41 แสนล้านบาท

มิติที่ 1 โทรคมนาคมและเทคโนโลยีอวกาศ (Telecom & Space)

ปี 2570 เริ่มนำเทคโนโลยี 5G-Advanced มาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและรองรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ปี 2571 ขยายผลสู่การนำร่องพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 10-Gigabit City ยกระดับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ เพื่อรองรับบริการดิจิทัลและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องใช้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูง

ปี 2572 ยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเศรษฐกิจอวกาศ ด้วยการจัดตั้ง Space Ground Segment Hub หรือศูนย์กลางสถานีภาคพื้นดินของภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของบริการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศยุคใหม่

ปี 2573 เตรียมความพร้อมด้านคลื่นความถี่ โครงข่าย และมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 6G-Ready อย่างเต็มรูปแบบ วางรากฐานสำหรับเทคโนโลยีการสื่อสารรุ่นถัดไปและการพัฒนาบริการดิจิทัลในอนาคต

มิติที่ 2 ศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์ (Data Center & Cloud)

ปี 2570 เดินหน้านโยบาย Efficiency & Green DC มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรภายในศูนย์ข้อมูล ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด เพื่อให้การขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ปี 2571 ผลักดันให้ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ระดับโลก หรือ Hyperscale DC & Cloud เข้ามาลงทุนและเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความต้องการใช้บริการดิจิทัล คลาวด์ และการประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

ปี 2572–2573 ขยายศักยภาพการให้บริการให้ครอบคลุมตลาดระดับภูมิภาค พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการให้บริการ DC & Cloud at Scale ของอาเซียน รองรับการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลและความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานประมวลผลข้อมูลในระดับที่ใหญ่ขึ้น

มิติที่ 3 โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure)

ปี 2570 เพิ่มขีดความสามารถด้านการประมวลผล AI Compute เพื่อรองรับการพัฒนาโมเดลภาษาและปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจภาษา บริบท และความต้องการของประเทศไทย พร้อมสร้างฐานทรัพยากรคอมพิวเตอร์สำหรับการพัฒนา AI ในประเทศ

ปี 2571 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Sovereign AI หรือ AI อธิปไตยของชาติ เพื่อรองรับกระบวนการ Training และ Inference ของโมเดลขนาดใหญ่ภายในประเทศอย่างปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและใช้งาน AI ภายใต้บริบทและความต้องการของไทย

ปี 2572–2573 ยกระดับสู่การเป็น AI Factory พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายประมวลผลความเร็วสูงเข้าด้วยกันเป็น AI Supercluster ซึ่งผสานพลังการประมวลผลจาก GPU จำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับงาน AI ขนาดใหญ่และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของประเทศ

ดีอีกางโรดแมปปักธงฮับ ‘ดิจิทัล–AI’ อาเซียน ดันเม็ดลงทุนพุ่ง 6.41 แสนล้านบาท

เปิดตัวเลขลงทุน 641,000 ล้านบาทในปี 2573 ภาคเอกชนขับเคลื่อนหลัก

นอกจากเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และโรดแมปการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแล้ว อีกประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยคือแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการประเมินว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปี 2569–2573 โดยเพิ่มขึ้นจาก 335,000 ล้านบาทในปี 2569 สู่ระดับ 641,000 ล้านบาทในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม ประมาณ 17.6% ต่อปี

เมื่อเจาะลึกโครงสร้างผู้ลงทุนในปี 2569 พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ภาคเอกชน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ จะเป็นกำลังหลักในการลงทุน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95.7%หรือมีมูลค่าประมาณ 320,600 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐมีสัดส่วน 4.3% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 14,400 ล้านบาท 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อความต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และ AI เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอวกาศก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

เมื่อพิจารณาประมาณการเม็ดเงินลงทุนรายปี พบว่าในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่ารวม 335,000 ล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 446,000 ล้านบาทในปี 2570 และขยับขึ้นเป็น 540,000 ล้านบาทในปี 2571 จากนั้นจะเพิ่มเป็น 606,000 ล้านบาทในปี 2572 และแตะระดับ 641,000 ล้านบาทในปี 2573 ตามลำดับ