ซิสโก้ เปิดผลสำรวจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ล่าสุด พบองค์กรไทย 83% เผชิญเหตุไซเบอร์ร้ายแรงที่กระทบธุรกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กว่า 2 ใน 5 เป็นการโจมตีที่ใช้ AI ช่วย ขณะที่มีเพียง 57% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือ AI Agent ที่ถูกแทรกแซงได้
KEY POINTS
- ซิสโก้เผย องค์กรในไทย 83%เผชิญเหตุการณ์ไซเบอร์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
- อุปสรรคสำคัญในการรับมือภัยไซเบอร์ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัญหาภายในองค์กร
- องค์กรส่วนใหญ่ยังมีความกังวลในการนำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลและการถูกแทรกแซงระบบ
- มีองค์กรไทยเพียง 57% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือได้หาก AI Agent ถูกแทรกแซง
เมื่อ AI ทำให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นรวดเร็วและซับซ้อนกว่าเดิม ความพร้อมขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีป้องกันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการประสานงาน การเข้าถึงข้อมูล และความคล่องตัวในการตัดสินใจของทีมงาน
ซิสโก้เผยรายงาน Relentless Defense Report พบว่า 83% ขององค์กรในไทยเผชิญเหตุการณ์ไซเบอร์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
โดยกว่า 2 ใน 5 เป็นการโจมตีที่นำ AI มาช่วย ขณะที่มีองค์กรเพียง 57% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือได้ หาก AI Agent ถูกแทรกแซง
รายงานชี้ว่า ข้อจำกัดสำคัญของการป้องกันภัยไซเบอร์ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า การทำงานแบบแยกส่วน และการเข้าถึงข้อมูลที่กระจัดกระจาย ซึ่งทำให้ทีมความปลอดภัยรับมือกับภัยคุกคามได้ช้าลง
ผลสำรวจประเมินองค์กรจากความครอบคลุมของระบบป้องกัน ความรวดเร็วในการตรวจจับ ตอบสนอง และแก้ไขปัญหา ตลอดจนอุปสรรคในการทำงาน พบว่า องค์กรไทยมีคะแนนเฉลี่ย 70 จาก 100 คะแนน และ 19% อยู่ในกลุ่มที่ซิสโก้เรียกว่า “Relentless Defenders” หรือองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 8%
วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ กล่าวว่า AI เปลี่ยนแปลงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างชัดเจน โดยความรวดเร็วในการรับมือขึ้นอยู่กับความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี
องค์กรที่จะรักษาความเป็นผู้นำได้ต้องผสานความปลอดภัยไซเบอร์เข้ากับการดำเนินงาน ไม่ใช่มองเป็นเพียงการปฏิบัติตามมาตรฐาน และต้องขจัดการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อให้ทีมงานตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
ปัญหาภายในองค์กร ฉุดความเร็วการรับมือภัยไซเบอร์
รายงานระบุว่า ข้อจำกัดด้านกระบวนการภายในเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง โดยเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทั้งทีมไอที ฝ่ายจัดซื้อ และผู้บริหาร ไม่ใช่เฉพาะทีมความปลอดภัยไซเบอร์
เมื่อขอบเขตความรับผิดชอบไม่ชัดเจน ขั้นตอนอนุมัติใช้เวลานาน และข้อมูลอยู่ในระบบที่แยกจากกัน การประสานงานเพื่อรับมือภัยคุกคามและการกำกับดูแล AI จึงทำได้ยากขึ้น
ข้อมูลจากองค์กรไทยพบข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- การประสานงาน: มีเพียง 39% ที่ระบุว่าทีมความปลอดภัยไซเบอร์ ทีมเครือข่าย และทีมไอทีทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียว โดยใช้เครื่องมือและเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน
- การสื่อสารกับผู้บริหาร: 49% ระบุว่าตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยมีความเป็นเทคนิคมากเกินไปจนโน้มน้าวผู้บริหารได้ยาก ขณะที่ 38% มีปัญหาในการแปลงข้อมูลเชิงธุรกิจให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และ 27% ยังไม่มีวิธีวัดประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นมาตรฐานชัดเจน
- การเข้าถึงข้อมูล: 45% ต้องใช้เวลาเก็บรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบมากกว่าจัดการภัยคุกคามโดยตรง ส่วน 43% ระบุว่าพลาดข้อมูลเชิงลึกสำคัญ เนื่องจากข้อมูลจัดเก็บอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ยาก
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การรับมือภัยคุกคามไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าบุคลากรสามารถเข้าถึงข้อมูล ประสานงาน และตัดสินใจได้เร็วเพียงใด
ความเสี่ยง 'ข้อมูลรั่ว' จำกัดการใช้ AI Agent
บุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในไทยมากกว่า 90% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้อย่างน้อย 25% ขณะที่มากกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า AI ช่วยลดภาระงานได้อย่างชัดเจน
มากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรไทยนำความสามารถด้านความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้อย่างกว้างขวาง โดยมีการใช้งานมากที่สุดในด้านความปลอดภัยเครือข่าย และน้อยที่สุดในด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม การนำ AI Agent มาใช้ในงานปฏิบัติการด้านความปลอดภัยยังมีข้อจำกัด โดย 41% ขององค์กรไทยยังไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล การถูกแทรกแซงระบบ และการจัดการข้อมูลของหน่วยงานภายนอก
ผลสำรวจพบว่า มีองค์กรไทยเพียง 57% ที่มั่นใจว่าพร้อมตรวจจับและรับมือได้หาก AI Agent ถูกแทรกแซง สะท้อนช่องว่างระหว่างการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กับความพร้อมในการกำกับดูแลระบบอัตโนมัติที่ทำงานได้รวดเร็ว
ถอดบทเรียน 'Relentless Defenders'
ในระดับโลก กลุ่ม Relentless Defenders ซึ่งคิดเป็น 8% ขององค์กรที่สำรวจ มีจุดเด่นด้านการลดอุปสรรคภายในองค์กร การกำกับดูแล AI และการประเมินผลลัพธ์จากการนำ AI มาใช้ในงานความปลอดภัยไซเบอร์
ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่การใช้งบประมาณมากกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดระบบการทำงานให้ทีมความปลอดภัยสามารถประสานงานและตัดสินใจได้รวดเร็ว โดยมีข้อมูลและมาตรการควบคุมร่วมกัน
เมื่อเทียบกับองค์กรทั่วไป กลุ่ม Relentless Defenders มีผลการดำเนินงานสำคัญดังนี้
- การทำงานร่วมกัน: 83% ทำงานเป็นทีมความปลอดภัยที่ประสานงานกันอย่างสมบูรณ์ พร้อมแบ่งปันข้อมูลและเครื่องมือระหว่างทีมความปลอดภัยไซเบอร์ เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐาน เทียบกับ 37% ในองค์กรทั่วไป
- การกำกับดูแล AI Agent: 86% ใช้มาตรการควบคุมความปลอดภัยมาตรฐานเดียวกันสำหรับ AI Agent และบัญชีระบบอัตโนมัติที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-human Identities) เทียบกับ 37% ในองค์กรทั่วไป ขณะที่ 77% มั่นใจว่าจะตรวจจับและรับมือได้ทันทีหาก AI Agent ถูกแทรกแซง เทียบกับ 51% ในองค์กรทั่วไป
- ความเร็วในการตรวจจับ: 25% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคามได้มากกว่า 100% เทียบกับ 7% ในองค์กรทั่วไป
- ผลลัพธ์ด้านภัยคุกคาม: ในกลุ่มองค์กรที่เพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กลุ่ม Relentless Defenders มีแนวโน้มพบเหตุการณ์ภัยคุกคามลดลง 71% เทียบกับ 39% ในองค์กรทั่วไป
ผลสำรวจจึงชี้ให้เห็นว่า การยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ในยุค AI ต้องครอบคลุมทั้งระบบเทคโนโลยี มาตรการควบคุม และการทำงานร่วมกันของบุคลากร เพื่อให้สามารถตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น





