บอร์ด กสทช.เผชิญวิกฤติประชุมล่ม 12 ครั้ง และบอร์ดล่มลูกผีลูกคนอีก 2 ครั้ง ท่ามกลางวาระค้าง 233 เรื่อง ขณะที่เส้นตายสำคัญกำลังไล่เข้ามา ตั้งแต่คลื่น 2100 MHz ที่ต้องเร่งจัดสรรใหม่ ไปจนถึงใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและวิทยุ FM หากความขัดแย้งเรื่องอำนาจประชุมยังยืดเยื้อ ไม่เพียงกระทบการทำงานขององค์กร แต่เสี่ยงทำให้ประเทศเสียโอกาสสร้างรายได้จากการประมูล และทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสะดุด
KEY POINTS
- บอร์ด กสทช. เกิดภาวะอัมพาตจากการประชุมที่ล่มหรือไม่สามารถพิจารณาวาระได้รวม 14 ครั้ง ส่งผลให้มีวาระสำคัญค้างการพิจารณากว่า 233 เรื่อง
- เส้นตายสำคัญคือการจัดสรรคลื่นความถี่ 2100 MHz ที่จะหมดอายุในเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งหากล่าช้าจะกระทบต่อความต่อเนื่องของบริการโทรคมนาคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
- ภาวะสุญญากาศในการตัดสินใจทำให้รัฐเสี่ยงสูญเสียโอกาสสร้างรายได้จากการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ ซึ่งประเมินมูลค่ารวมกันอาจสูงถึง 50,000 ล้านบาท
- ผลกระทบขยายวงกว้างไปถึงอนาคตของกิจการทีวีดิจิทัล (สิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572) และวิทยุ FM ของรัฐ 236 คลื่น (สิ้นสุดใบอนุญาตปี 2570) ที่ยังขาดความชัดเจน
- ปัญหาความขัดแย้งภายในกำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งระบบ ทำให้การลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศชะงักงัน
วิกฤติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กำลังเดินมาถึงจุดที่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความขัดแย้งภายในบอร์ดอีกต่อไป
หลังการประชุมไม่สามารถเดินหน้าได้ถึง 12 ครั้ง เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบและยังมีอีกสองครั้งที่การประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รวมตั้งแต่ที่มีคำสั่ง เรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. จนถึงขนาดนี้สุญญากาศในองค์กรเกิดขึ้นและเทียบกับไม่สามารถดำเนินการจนถึงขนาดนี้สุญญากาศในองค์กรเกิดขึ้นและเทียบกับไม่สามารถดำเนินการอะไรได้จากการจัดประชุมถึง 12 ครั้ง
เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ และยังมีอีก 2 ครั้ง ที่การประชุมสามารถเกิดขึ้นได้ หลังจากมีคำสั่งด้านคุณสมบัติของประธานกสทช. แต่ยังไม่สามารถพิจารณาวาระใดๆได้เลย รวมแล้วอัมาพาตถึง 14 ครั้ง
ทำให้จนถึงวันนี้มีวาระสะสมค้างการพิจารณาจำนวนมาก ล่าสุด บอร์ด กสทช. 6 คน สามารถเปิดประชุมได้เป็นครั้งแรก ท่ามกลางคำถามสำคัญเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของการประชุม และอำนาจในการเรียกประชุม หลังสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กลายเป็นประเด็นข้อพิพาทภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
แม้การประชุมจะสามารถเกิดขึ้นได้ แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ เวลาของประเทศกำลังเดินไปข้างหน้า ขณะที่การตัดสินใจขององค์กรกำกับดูแลกลับหยุดนิ่ง
ในกองเอกสารที่รอการพิจารณากว่า 233 เรื่อง มีหลายวาระที่ไม่สามารถปล่อยให้ล่าช้าได้อีก โดยเฉพาะการบริหารคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล
คลื่น 2100 MHz เส้นตายแรกที่กำลังมาถึง
หนึ่งในเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือ คลื่นความถี่ 2100 MHz ซึ่งใบอนุญาตชุดเดิมกำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดอายุใบอนุญาตในเดือนธันวาคม 2569
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 การประมูลคลื่น 2.1 GHz หรือ 2100 MHz ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโทรคมนาคมไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานเข้าสู่ระบบใบอนุญาต และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการให้บริการ 3G ในประเทศไทย
ครั้งนั้น มีผู้ชนะการประมูล 3 ราย ได้แก่ AIS, True และ DTAC โดยรัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากการประมูลรวม 41,625 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับชุดคลื่นในขนาดเท่ากันรายละ 15 MHz
ใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี ทำให้วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินทางกลับมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง
แต่สิ่งที่แตกต่างจากปี 2555 คือ ครั้งนี้องค์กรกำกับดูแลกำลังเผชิญภาวะสุญญากาศทางการบริหาร และทุกขั้นตอนของการจัดสรรคลื่นต้องอาศัยการตัดสินใจของบอร์ด กสทช.
แหล่งข่าวใน กสทช.ประเมินว่า หากสามารถเร่งกระบวนการจัดประมูลได้ภายในเดือนธันวาคม 2569 หรืออย่างช้าที่สุดอาจขยับไปถึงเดือนมกราคม 2570 ยังพอมีแนวทางบริหารจัดการเพื่อให้การใช้คลื่นเกิดความต่อเนื่องระหว่างรอการจัดสรรใหม่
แต่หากกระบวนการล่าช้าออกไปมากกว่านั้น ทั้งการจัดทำหลักเกณฑ์ การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ การประมูล ตลอดจนการจัดเรียงคลื่นหรือรีฟาร์มมิ่ง อาจทำให้เกิดช่วงสุญญากาศของการใช้คลื่น
กรณีเลวร้ายที่สุด หากต้องรอไปถึงประมาณเดือนมิถุนายน 2570 ประเทศไทยอาจเผชิญภาวะ คลื่นความถี่ไม่เพียงพอ ซึ่งย่อมกระทบโดยตรงต่อศักยภาพของโครงข่ายโทรคมนาคมและการรองรับการใช้งานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการประมูลคลื่นเพื่อหารายได้เข้ารัฐ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการรองรับ 5G, AI, Cloud, IoT และเศรษฐกิจดิจิทัล ในระยะต่อไป
5 หมื่นล้านบาทที่รัฐอาจเสียโอกาส
อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ รายได้ของรัฐ เพราะการจัดสรรคลื่น 2100 MHz หากสามารถเดินหน้าได้ตามกรอบเวลา จะมีโอกาสสร้างรายได้ให้รัฐในระดับหลายหมื่นล้านบาท โดยเมื่อรวมกับการจัดสรรทรัพยากรในกิจการกระจายเสียง ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ ตัวเลขรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นในภาพรวมอาจแตะระดับ 50,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรายได้จากการประมูล 2100 MHz เพียงรายการเดียว แต่สะท้อน “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ของวาระจัดสรรคลื่นหลายชุดที่กำลังรอการตัดสินใจ
ดังนั้น ทุกวันที่บอร์ดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการประชุมที่เลื่อนออกไปหนึ่งครั้ง แต่หมายถึง ต้นทุนของเวลาที่เพิ่มขึ้น และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศอาจสูญเสีย
ไม่ใช่แค่โทรคมนาคม ทีวีดิจิทัลก็มีเส้นตาย
ผลกระทบยังลามไปถึงกิจการโทรทัศน์ โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับช่วงสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในเดือนเมษายน 2572
แม้ กสทช.จะมีแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569–2573 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการความชัดเจนคือ โรดแมปกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียง พ.ศ. 2569–2573
เพราะโรดแมปดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญว่า หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุด ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน
จะเปิดประมูลใบอนุญาตรอบใหม่ จะต่ออายุผู้ประกอบการเดิม หรือจะปรับรูปแบบการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชมที่ย้ายไปแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการ คำตอบเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการลงทุน การผลิตคอนเทนต์ การจ้างงาน และการวางแผนธุรกิจในอีกหลายปีข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ในมุมของประชาชน การเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ภาคพื้นดินไปสู่การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตก็มีต้นทุน ทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าสมาชิกแพลตฟอร์ม จึงมีคำถามว่ารัฐจะออกแบบระบบอย่างไรเพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วิทยุ FM อีก 236 คลื่นก็รอคำตอบ
ไม่ใช่เฉพาะทีวี เพราะกิจการวิทยุ FM ของหน่วยงานรัฐก็มีเส้นตายที่ใกล้เข้ามาเช่นกัน
มีคลื่นวิทยุ FM สาธารณะของรัฐประมาณ 236 คลื่น จาก 23 หน่วยงาน ทั้งกรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ และมหาวิทยาลัย ที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในวันที่ 3 เมษายน 2570
หากแผนความถี่และแนวทางการอนุญาตใหม่ไม่สามารถพิจารณาได้ทันเวลา ย่อมกระทบต่อความต่อเนื่องของการออกอากาศ และภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและบริการสาธารณะของหน่วยงานรัฐ
จึงเห็นได้ว่า ปัญหาของ กสทช.ในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่อง “ประชุมได้หรือไม่ได้” แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึง คลื่นโทรคมนาคม โทรทัศน์ วิทยุ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งระบบ
จากบอร์ดล่ม สู่ความเสี่ยงระบบดิจิทัลชะงัก
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนการประชุมที่ล่มถึง 12 ครั้ง แต่คือการที่วาระสำคัญจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป ขณะที่เส้นตายของแต่ละเรื่องยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง
233 วาระที่ค้างอยู่จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนเอกสาร แต่หมายถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ ประชาชน การจัดสรรทรัพยากรของประเทศ และการสร้างรายได้ให้รัฐ
โดยเฉพาะคลื่นความถี่ ซึ่งเปรียบเสมือน “ถนน” ของเศรษฐกิจดิจิทัล หากไม่มีการจัดสรรล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ การขยายโครงข่าย การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ และการรองรับบริการดิจิทัลรุ่นถัดไปก็ย่อมสะดุดตามไปด้วย
การที่บอร์ด 6 คนสามารถกลับมาเปิดประชุมได้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของวิกฤติ เพราะคำถามเรื่องอำนาจในการเรียกประชุมและสถานะของประธาน กสทช.ยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องหาข้อยุติให้ชัดเจน
โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ประชุมได้หรือไม่” แต่คือ “จะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อไร”
เพราะในขณะที่ความขัดแย้งภายในยังหาข้อยุติไม่ได้ เส้นตายของคลื่น 2100 MHz กำลังใกล้เข้ามา ใบอนุญาตวิทยุ FM กำลังจะสิ้นสุด และอุตสาหกรรมทีวีกำลังรอคำตอบเรื่องอนาคตหลังปี 2572
หากปล่อยให้สุญญากาศลากยาวต่อไป สิ่งที่ประเทศต้องจ่ายอาจไม่ใช่เพียงต้นทุนจากการประชุมที่ล่ม แต่เป็น โอกาสลงทุน รายได้เข้ารัฐ และความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ที่อาจหยุดชะงักไปพร้อมกัน





