วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

เจาะแผนโต 'อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม' ขยายอาณาจักรไฟเบอร์ฯ 7 หมื่นกม. สู่ ‘เคเบิลใต้น้ำ’ เชื่อมภูมิภาค

การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Digital Infrastructure) เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL หนึ่งในผู้เล่นแถวหน้าของประเทศไทยกำลังขยายอาณาจักรไฟเบอร์ออปติกทั้งบนดินและใต้น้ำ รับการมาของอุตสาหกรรมใหม่ๆ พร้อมดันให้ ITEL เติบโตในระดับภูมิภาค 

KEY POINTS

  • ITEL วางแผนขยายธุรกิจจากโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกในประเทศกว่า 70,000 กิโลเมตร สู่ระดับภูมิภาคผ่านโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable)
  • ร่วมมือกับ SEAX Global จากสิงคโปร์ เพื่อลงทุนในโครงการเคเบิลใต้น้ำมูลค่ารวมประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ (Hyper Scalers) จากจีน
  • เสริมความแข็งแกร่งในประเทศด้วยการวางตัวเป็นพันธมิตรด้านการเชื่อมต่อ (Connectivity) ให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) กว่า 70% ในไทย เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว
  • ตั้งเป้ารายได้ระยะยาว 3-5 ปี ที่ระดับ 5,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์, โครงการภาครัฐ และโครงการเคเบิลใต้น้ำในอนาคต

กรุงเทพธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ “ณัฐนัย อนันตรัมพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ทายาทรุ่นที่ 2 ถึงเส้นทางธุรกิจ กลยุทธ์การแข่งขัน ความท้าทายของดาต้าเซ็นเตอร์ โปรเจกต์ใหญ่เคเบิลใต้น้ำระดับภูมิภาค 

เจ้าของโครงข่ายไฟเบอร์ 7 หมื่นกม.

“ณัฐนัย” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ ITEL เกิดจากการมองเห็นข้อจำกัดของธุรกิจเดิมของคุณพ่อ (สมบัติ อนันตรัมพร) ซึ่งเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) สายไฟฟ้าและสายไฟเบอร์ออปติก ณัฐนัย เข้ามาช่วยงานในปี 2011 มองว่าโมเดล เทรดดิ้ง ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกปี จึงต้องการสร้างธุรกิจที่มี Recurring Revenue หรือรายได้ประจำจากการให้บริการที่มีสัญญาระยะยาว

ปี 2011-2012 เป็นจังหวะเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากสายทองแดง (Copper) มาเป็นสายไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ณัฐนัย ตัดสินใจตั้ง ITEL ขึ้น โดยยืมเงินคุณพ่อ และกู้เงินจากธนาคาร เพื่อนำไปสร้างโครงข่ายไฟเบอร์ ต่อมาเมื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงได้นำเงินคืนคุณพ่อและทำการรีไฟแนนซ์ พร้อมเดินหน้าลงทุนในบริษัทอย่างต่อเนื่องทุกปี 

ณัฐนัย เล่าว่า ITEL สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก

1.ความได้เปรียบด้านต้นทุน อาศัยวอลลุ่มการสั่งซื้อสายไฟเบอร์ของบริษัทแม่ในการรับส่วนลดจากโรงงาน ทำให้ต้นทุนการลงทุนต่อหน่วยถูกกว่าผู้ให้บริการรายอื่น สามารถปรับลดราคาแข่งขันได้โดยไม่ขาดทุน 

2.เส้นทางรถไฟ ITEL เลือกลากสายไฟเบอร์ไปตามเส้นทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ครอบคลุม 55 จังหวัด ช่วยลดความซับซ้อนการขออนุญาตหลายหน่วยงาน และติดตั้งได้รวดเร็ว

และ 3.การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่กระจายอำนาจให้ทีมช่างหน้างานตัดสินใจซ่อมแซมได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุมัติหลายขั้น

ณัฐนัย ตัดสินใจใช้นโยบาย “ให้ทดลองใช้ก่อน หากไม่ดีไม่ต้องจ่ายเงิน” เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับยากที่สุดอย่างกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร และตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อพิสูจน์ความเสถียรของระบบได้ จึงขยายไปยังกลุ่มลูกค้ารายอื่นได้ง่ายขึ้น 

ปัจจุบัน ITEL มีสายไฟเบอร์ออปติกครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 70,000 กิโลเมตร (เป็นแบคโบน 35,000-40,000 กิโลเมตร) มีศูนย์ปฏิบัติการหลัก 38 แห่งคุมพื้นที่ทั่วประเทศ และเป็นเจ้าของโครงข่ายเอง 100%

"แม้โลกจะมุ่งสู่ไวร์เลส ไวไฟ ดาวเทียม หรือ 5จี แต่ระบบหลังบ้าน ทั้งหมดยังต้องพึ่งพาและวิ่งบนสายไฟเบอร์ออปติก เนื่องจากส่งข้อมูลปริมาณใหญ่ได้เสถียรและไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ”

ปัจจุบัน ITEL แบ่งพอร์ตกลุ่มลูกค้าหลักออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะการใช้งานและความต้องการโครงข่าย ได้แก่ 1.บิ๊กคอร์ปเอกชนและสถาบันการเงิน 2. กลุ่มภาครัฐและราชการ 3. กลุ่มโมบายโอเปอเรเตอร์ 4.กลุ่มดาต้าเซนเตอร์ และ Hyper Scalers

ลุยสมรภูมิ ‘ดาต้าเซนเตอร์’

ณัฐนัย ยังพูดถึงการหลั่งไหลเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ และ Hyper Scaler ความต้องการใช้งานคลาวด์ และเอไอ ทำให้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยขยายตัวรวดเร็ว เขากล่าวว่า หัวใจสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Capital (เงินทุน) Power (พลังงานไฟฟ้า) และ Connectivity (การเชื่อมต่อ)

“ในอดีต ITEL เคยสร้างและบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ ของตัวเองขนาด 4.2 เมกะวัตต์ แต่ตัดสินใจขายออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แล้วถอยกลับมาเน้นธุรกิจ ดาต้า เซอร์วิส (Connectivity) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักแทน”

การถอยออกมาทำให้ ITEL สามารถวางตัวเป็นพันธมิตรกับ ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้ทุกค่าย ปัจจุบัน ITEL เชื่อมต่อโครงข่ายเข้ากับ ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมากกว่า 70% (เช่น DAMAC, STTGDC, Telehouse ฯลฯ) เน้นทำสัญญาระยะยาว 10-15 ปี  และคาดว่าจะสร้างรายได้จากสัญญาระยะยาวนี้ได้อย่างมั่นคง

ประเด็นเรื่อง ดาต้าเซ็นเตอร์ เขาย้ำว่า เป็นเทรนด์ที่ไทยถอยไม่ได้ คนบริโภคข้อมูลมากขึ้นทุกวัน การใช้ เอไอ คลาวด์ หรือแม้แต่แชตบอต ล้วนขับเคลื่อนให้ดาต้าเซ็นเตอร์โต การปิดกั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เดินเกมบุกภูมิภาคลุย ‘เคเบิลใต้น้ำ’

ณัฐนัย เล่าถึงแผนใหญ่ ที่จะผลักดันให้บริษัทก้าวข้ามการเติบโตเฉพาะในประเทศ คือ การดึงกลุ่ม SEAX Global จากสิงคโปร์ เข้ามาร่วมถือหุ้น (สัดส่วนประมาณ 30-38%) พร้อมตั้งบริษัทลูก ITEL Global ในสิงคโปร์ มีทีมบริหารชาวสิงคโปร์เพื่อปิดดีลลูกค้าระดับภูมิภาค ปูทางไปสู่การลงทุนครั้งใหญ่ในโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) 

“โครงการเคเบิลใต้น้ำ มีความแน่นอนว่าทำแน่ประมาณ 70% มูลค่าโครงการรวมประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เกี่ยวกับการลากท่อเข้าสู่ประเทศไทยคิดเป็นเงินลงทุนของ ITEL ประมาณ 60 ล้านดอลลาร์”

ยุทธศาสตร์เคเบิลใต้น้ำของ ITEL จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม Hyper Scalers ฝั่งจีน (เช่น TikTok, Tencent, Alibaba) เนื่องจากค่ายยุโรปมีการลงทุนสร้างโครงข่ายของตนเองไปมากแล้ว ขณะที่ค่ายจีนมีเม็ดเงินลงทุนสูงในไทยและมีต้นทุนอุปกรณ์ที่แข่งขันได้ดีกว่า

คว้าโครงการ USO 3 กสทช.

ล่าสุด ITEL คว้างานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ “บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service)” ภายใต้ โครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคมในพื้นที่ขาดแคลน หรือยังขาดบริการที่ทั่วถึง เพื่อการสาธารณะ และความมั่นคง หรือ USO 3 ของ สำนักงานคณะกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก-ตก และพื้นที่ภาคใต้

ณัฐนัย กล่าวว่า ITEL ตั้งเป้ารายได้ ปีนี้ไว้ที่ 3,600 ล้านบาท และตั้งเป้าระยะยาว 3-5 ปี ในการดันรายได้ขึ้นสู่ระดับ 5,000 ล้านบาทต่อปี จากการรักษาฐานลูกค้าเดิมและรับรู้รายได้จาก ดาต้าเซนเตอร์ และงานภาครัฐ ขณะที่ สถานะเงินสด มีเงินสดในมือประมาณ 700 ล้านบาทรองรับการลงทุนเคเบิลใต้น้ำ และคาดการณ์ว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน จะเติบโตเป็นบวกอย่างมากตั้งแต่สิ้นปีนี้เป็นต้นไป

“แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความน่ากังวล จากกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ ITEL ซึ่งดำเนินธุรกิจแบบ B2B ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากองค์กรและภาคธุรกิจยังคงต้องพึ่งพาข้อมูลและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์ออปติกยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่มีวันตาย” ณัฐนัย ทิ้งท้าย