วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

เจนเซน หวง โต้คำเตือน ‘เอไออาจฆ่ามนุษย์ใน 10 ปี’ ชี้ อย่าสร้างความกลัวเกินหลักฐาน

ซีอีโออินวิเดียปฏิเสธคำเตือนเอไอ อาจนำไปสู่จุดจบของมนุษยชาติในอีก 10 ปีข้างหน้า ชี้การพัฒนาเอไอต้องปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้คำเตือนเรื่องวันสิ้นโลก เป็นเหตุผลในการสร้างกฎใหม่

KEY POINTS

  • เจนเซน หวง โต้แย้งคำเตือนที่ว่าเอไอจะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ภายใน 10 ปี ชี้ว่า เป็นการคาดการณ์ที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และเป็นการสร้างความกลัวโดยไม่จำเป็น
  • เขาเชื่อว่า ความเสียหายจากการใช้เอไอสามารถอยู่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้คำเตือนเรื่องวันสิ้นโลกเป็นเหตุผลในการออกกฎหมายใหม่หรือยกเว้นความรับผิด
  • หวงตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทเอไอที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา อาจมีแรงจูงใจเพื่อขอการยกเว้นจากกฎหมายปัจจุบัน มากกว่าต้องการกฎระเบียบใหม่เพื่อความปลอดภัย

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินวิเดีย (Nvidia) บริษัทผู้ผลิตชิปซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเอไอ ออกมาโต้คำเตือนถึงความเสี่ยงที่เอไออาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติภายในทศวรรษนี้ โดยระบุว่า การคาดการณ์โลกอาจถึงจุดจบภายในปี 2573 เป็นเรื่องที่ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และการทำให้ผู้คนหวาดกลัวจากคำเตือนลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจำเป็น

“ปี 2573 จะไม่ใช่จุดจบของโลก มีโอกาส 0% ที่มันจะเป็นจุดจบของโลก ผมคิดว่าการทำให้ผู้คนหวาดกลัวนั้นไม่จำเป็น และไม่ควรทำ” หวงให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีบีเอสนิวส์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

คำพูดของหวงไม่ได้หมายความว่าเขามองว่าเอไอไม่มีความเสี่ยง แต่เป็นการปฏิเสธการคาดการณ์ที่ระบุว่าเอไอจะพัฒนาไปถึงจุดที่ทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ภายในอีกไม่กี่ปี โดย หวงแยกความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเอไอออกจากภาพ “วันสิ้นโลก” ที่เขามองว่ายังไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ในมุมของหวง ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธว่าความเสี่ยงจากเอไอมีอยู่เลย แต่เป็นคำถามว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ที่จะสรุปว่าเอไอจะทำให้โลกถึงจุดจบภายในปี 2573 และเขาไม่เห็นด้วยกับการใช้คำเตือนลักษณะดังกล่าวเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม

หวงยังพูดถึงบริษัทเอไอที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา โดยระบุว่า ไม่แน่ใจว่าแรงจูงใจของบริษัทเหล่านั้นคืออะไร และตั้งข้อสังเกตว่าบางบริษัทอาจไม่ได้ต้องการกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมเอไอ แต่ต้องการให้ผ่อนหรือยกเว้นจากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

“ไปอ่านระหว่างบรรทัดดู พวกเขาไม่ได้ขอกฎหมายเพิ่ม แต่กำลังขอให้ได้รับการยกเว้นจากกฎหมายที่เรามีอยู่แล้ว และผมคิดว่านั่นเป็นปัญหา” หวง กล่าว

หวงมองว่า ความเสียหายจากการใช้งานเอไอสามารถอยู่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดจากความเสียหายของผลิตภัณฑ์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่จำเป็นต้องใช้คำเตือนเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษย์เป็นเหตุผลในการทำให้บริษัทหลุดพ้นจากความรับผิดตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน หวงย้ำว่าความปลอดภัยของเอไอเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออินวิเดียโดยตรง เพราะความสำเร็จทางธุรกิจของบริษัทเชื่อมโยงกับการนำผลิตภัณฑ์ และบริการไปใช้อย่างปลอดภัย

“ความสำเร็จของอินวิเดียขึ้นอยู่โดยตรงกับการทำให้ผลิตภัณฑ์ และบริการของบริษัทถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัย เพราะหากเอไอที่พัฒนาบนเทคโนโลยีของบริษัทก่อความเสียหาย มูลค่าของบริษัทจะลดลง” หวง กล่าว

อินวิเดียไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตชิปทั่วไป แต่เป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลสำหรับฝึก และใช้งานโมเดลเอไอขนาดใหญ่ ชิปเหล่านี้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการขยายตัวของอุตสาหกรรมเอไอ ขณะที่ความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้อินวิเดียมีมูลค่าตลาดประมาณ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงที่มีการสัมภาษณ์ดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ หวงจึงถูกถามถึงความน่าเชื่อถือของคำพูดเรื่องความปลอดภัยของเอไอ ในเมื่อบริษัทของเขาเองได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่เอไอถูกพัฒนา และนำไปใช้อย่างแพร่หลาย หวงตอบว่า อินวิเดียมีเหตุผลทางธุรกิจโดยตรงที่จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ และบริการถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัย เพราะหากการใช้งานสร้างความเสียหายต่อผู้คนหรือสังคม ความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

คำเตือนที่หวงกำลังโต้

คำเตือนที่หวงกำลังโต้แย้งเกิดขึ้นจากนักวิจัย และผู้บริหารในอุตสาหกรรมเอไอหลายราย โดยหนึ่งในนั้นคือ เจค็อบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) นักวิจัยที่เคยทำงานด้านการฝึกโมเดลเอไอที่ทั้งโอเพนเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) ก่อนลาออกจากแอนโทรปิก และออกมาเตือนถึงทิศทางการพัฒนาเอไอของบริษัทชั้นนำ

ค็อกซอน ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาใช้เวลาสามปีทำงานวิจัยด้านการฝึกโมเดลที่โอเพนเอไอและแอนโทรปิก ก่อนตัดสินใจลาออก โดยมองว่าทั้งสองบริษัทกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่เอไอเหนือมนุษย์ที่สามารถปรับปรุงตัวเองได้

เขาเตือนว่า คนที่กำลังสร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ “เชื่ออย่างจริงจัง” ว่าเอไออาจสามารถฆ่ามนุษย์ทั้งหมดได้ภายในสิ้นทศวรรษ

สิ่งที่ค็อกซอนพูดจึงไม่ได้หมายความว่าแชตบอตหรือระบบเอไอทั่วไปที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังจะทำลายมนุษยชาติ แต่เป็นการเตือนถึงความเสี่ยงจากการพัฒนาระบบที่มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะระบบที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองมากขึ้น และอาจเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาเอไอรุ่นถัดไป

คำถามอยู่ที่ว่า หากระบบเอไอมีความสามารถสูงขึ้นจนสามารถทำงาน และปรับปรุงตัวเองได้มากกว่าเดิม มนุษย์จะยังสามารถควบคุมระบบ และทำให้ระบบทำตามเป้าหมายที่มนุษย์กำหนดไว้ได้หรือไม่

ค็อกซอนไม่ได้เป็นคนเดียวที่ออกมาแสดงความกังวล หลังข้อความของเขาถูกเผยแพร่ นักวิจัยของแอนโทรปิกอีกคนหนึ่งคือ อีวาน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) ซึ่งทำงานด้าน alignment ออกมาแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกับคำเตือนของค็อกซอน และประเมินว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า 10% ที่เอไอจะสามารถฆ่ามนุษย์ทั้งหมดได้ภายในทศวรรษหน้า

ความเห็นดังกล่าวทำให้ประเด็นเรื่องความเสี่ยงระดับการสูญพันธุ์กลับมาเป็นที่ถกเถียงในวงการเอไอ โดยเฉพาะคำถามว่าความสามารถของระบบจะเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใด และมาตรการด้านความปลอดภัยจะพัฒนาได้ทันหรือไม่

จากนั้น ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของแอนโทรปิก ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ค็อกซอนเพิ่งลาออก ได้ออกมาเรียกร้องให้อุตสาหกรรมชะลอความเร็วในการพัฒนาความสามารถของเอไอ

อย่างไรก็ตาม อโมเดอีไม่ได้เสนอให้หยุดการพัฒนาเอไอทั้งหมด แต่เสนอให้บริษัทต่างๆ ลดความเร็วลง เพื่อเปิดเวลาให้มาตรการด้านความปลอดภัยตามให้ทันกับความสามารถของระบบ

อโมเดอี อธิบายว่า ความกังวลของเขาไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเอไอต้องหยุดลง แต่เป็นเรื่องของจังหวะในการพัฒนา หากความสามารถของระบบเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจ และควบคุมระบบ ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เขาจึงเสนอให้มีผู้ประเมินจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบระบบเอไอของบริษัท รวมถึงมีมาตรการร่วมกันระหว่างบริษัท และรัฐบาลเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของโอเพนเอไอ และอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของเอ็กซ์เอไอ (xAI) ก็ออกมาแสดงการสนับสนุนแนวคิดเรื่องการชะลอความเร็วในการพัฒนาเอไอเช่นกัน

อัลท์แมน ระบุว่าเห็นด้วยกับอโมเดอีว่าควรควบคุมจังหวะการพัฒนาเอไอแนวหน้าที่มีความสามารถสูง เพื่อให้สังคมมีเวลาปรับตัว และพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน พอล คริสเตียโน (Paul Christiano) นักวิจัยด้านความสอดคล้องของเอไอ ซึ่งเคยทำงานที่โอเพนเอไอ ก็ออกมาเตือนในช่วงเวลาเดียวกันว่า จากทิศทางการเพิ่มความสามารถของเอไอในปัจจุบัน เขาเห็นว่าการเร่งพัฒนาเอไออย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การสูญเสียการควบคุมอย่างรุนแรง และไม่สามารถย้อนกลับได้ในอนาคตอันใกล้

วันที่ 9 กันยายน 2569 โอเพนเอไอประกาศว่าคริสเตียโนเข้าร่วมเป็นกรรมการของ OpenAI Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิไม่แสวงกำไรที่กำกับดูแลภารกิจด้านความปลอดภัยขององค์กร และเขายังเข้าร่วมคณะกรรมการด้านความปลอดภัย และความมั่นคงของมูลนิธิด้วย

คริสเตียโน ระบุว่า แม้เขาจะเข้าร่วมคณะกรรมการ แต่ไม่ได้มองว่าการทำเช่นนี้เป็นการรับรองหรือวิจารณ์แนวทางความปลอดภัยของโอเพนเอไอเป็นพิเศษ แต่ต้องการเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงที่เขามองว่ากำลังเพิ่มขึ้น

คริสเตียโน ยังระบุว่าเขาไม่คิดว่าอุตสาหกรรมเอไอโดยรวม รวมถึงโอเพนเอไอ กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อความสามารถของเอไอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ปัญหาด้าน alignment ยังไม่สามารถแก้ได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อคำเตือนเหล่านี้มาจากคนที่อยู่ภายในอุตสาหกรรมเอง การถกเถียงจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าเอไออันตรายหรือไม่ แต่กลายเป็นคำถามว่าอุตสาหกรรมควรเดินหน้าเร็วแค่ไหน และควรมีหลักประกันด้านความปลอดภัยมากน้อยเพียงใดก่อนที่จะปล่อยให้ระบบมีความสามารถสูงขึ้น

จากความเสี่ยงของเอไอสู่กฎกำกับ

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเอไอไม่ได้จำกัดอยู่ในบริษัทเทคโนโลยี แต่เริ่มเชื่อมโยงกับกฎระเบียบ และความมั่นคงของประเทศ เพราะความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงไม่ได้มีเพียงการที่เอไออาจคิดเองหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ยังรวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ การนำเอไอไปใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับอาวุธชีวภาพ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การหารือระหว่างสหรัฐ และจีน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และเหอ ลี่เฟิง (He Lifeng) รองนายกรัฐมนตรีจีน หารือกันที่นิวยอร์ก และมีการพูดถึงการจัดตั้งกลไกแจ้งเตือนเหตุการณ์ด้านเอไอที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติด้วย

เบสเซนต์ ระบุว่า สหรัฐเสนอให้มีกลไกสำหรับแจ้งเตือนระหว่างสองประเทศ หากเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับเอไอที่อาจมีผลต่อความมั่นคงของชาติ โดยข้อเสนอนี้จะถูกนำไปพิจารณาในการหารือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีกำหนดพบกันที่ทำเนียบขาว

อินวิเดียเองก็อยู่ตรงกลางของการแข่งขันดังกล่าว เนื่องจากชิปประสิทธิภาพสูงของบริษัทอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐไปยังจีน โดยสหรัฐจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงบางประเภทเพื่อควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้พัฒนาเอไอ และศักยภาพทางการทหารของจีน ขณะที่อินวิเดียยังพยายามทำตลาดในจีนภายใต้ข้อจำกัดที่รัฐบาลสหรัฐกำหนด

หวงกล่าวว่า เขาต้องการให้เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นในสหรัฐเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐก่อน แต่ไม่เห็นด้วยกับการห้ามบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐขายสินค้าให้จีนทั้งหมด โดยมองว่าบริษัทชิปควรแข่งขันในตลาดโลก และการแข่งขันเป็นส่วนสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐ

พระเจ้าชาร์ลส์เตือนความเสี่ยงเอไอ

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเอไอก็ปรากฏขึ้นบนเวทีที่ หวงเข้าร่วมในสหราชอาณาจักร เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเชิญผู้บริหารจากอินวิเดีย โอเพนเอไอ แอนโทรปิก และดีปมายด์ (DeepMind) รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลอังกฤษ มาหารือเรื่องอนาคตของเอไอที่ดัมฟรีส์เฮาส์ในสกอตแลนด์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเตือนผู้บริหารเทคโนโลยีว่า เอไอมีอันตรายต่อการดำรงอยู่ หากเทคโนโลยีตกไปอยู่ในมือที่ไม่เหมาะสม และถูกนำไปใช้ในทางที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง พร้อมตั้งคำถามว่ามนุษย์ควรมีวิธีควบคุมเทคโนโลยีให้เพียงพอก่อนที่จะสายเกินไปหรือไม่

พระองค์ยังตรัสว่า ภารกิจของผู้พัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้มีเพียงการทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น แต่ต้องทำให้เทคโนโลยียังคงทำงานเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ ชุมชน และธรรมชาติด้วย

ทรัมป์ปัดความกังวลเป็น “เรื่องหลอกลวง”

เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ท่าทีของทรัมป์ต่อประเด็นนี้ก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ทรัมป์โทรศัพท์หาหวงระหว่างที่หวงกำลังขึ้นเวทีงาน All-In Summit ที่ลอสแอนเจลิส

การสนทนาครั้งนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าผู้ชม และทรัมป์เรียกความกังวลเกี่ยวกับอันตรายจากเอไอว่าเป็น “hoax” หรือเรื่องหลอกลวง พร้อมพูดว่า “หุ่นยนต์จะไม่เข้ามายึดครอง” ขณะที่หวงตอบว่าฝ่ายสหรัฐสามารถเป็นผู้นำด้านเอไอ และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยได้

เมื่อมองเหตุการณ์ทั้งหมดต่อเนื่องกันในเดือนกันยายน 2569 การถกเถียงจึงขยายจากคำถามเรื่องความสามารถของเอไอไปสู่คำถามที่กว้างขึ้นว่า หากความสามารถของระบบเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการควบคุม มนุษย์ควรรับมืออย่างไร และควรชะลอความเร็วในการพัฒนาหรือไม่

ฝ่ายค็อกซอน อโมเดอี และคริสเตียโน ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากการที่เอไออาจพัฒนาไปสู่ระบบที่มนุษย์ควบคุมได้ยากขึ้น และเห็นว่าความปลอดภัยควรตามให้ทันความสามารถของระบบ ขณะที่หวงปฏิเสธการคาดการณ์ว่าเอไอจะทำให้โลกถึงจุดจบภายในปี 2573 และเห็นว่าการนำเสนอความเสี่ยงในลักษณะที่สร้างความหวาดกลัวไม่ใช่แนวทางที่จำเป็น

คำถามที่ยังอยู่ในการถกเถียงจึงไม่ใช่เพียงว่าเอไอจะสามารถทำลายมนุษยชาติได้หรือไม่ แต่รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนา ความสามารถที่ระบบจะมีเมื่อเทคโนโลยีก้าวไปอีกขั้น และความสามารถของมนุษย์ในการสร้างระบบทดสอบ กฎเกณฑ์ และมาตรการควบคุมให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนั้น

 

 

 

อ้างอิง: CBS News The Guardian และ BBC

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์