ALP ทุ่มงบกว่า 1 หมื่นล้านบาท เปิดตัว “OMEGA 1 Bangna” คลังสินค้าอัจฉริยะขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน บนพื้นที่ 2.6 แสน ตร.ม. ทำเลยุทธศาสตร์บางนา–EEC ชูโมเดล Infrastructure-as-a-Service (IaaS) แก้ Pain Point ภาคโลจิสติกส์ มอบโซลูชัน Zero CAPEX ดึงธุรกิจใช้งานระบบ Automation และหุ่นยนต์ขั้นสูงโดยไม่ต้องลงทุนระบบเอง
KEY POINTS
- ALP เปิดตัว "OMEGA 1 Bangna" คลังสินค้าอัจฉริยะในทำเลบางนา-EEC ด้วยงบลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่รวมกว่า 260,000 ตารางเมตร
- นำเสนอโมเดล "Infrastructure-as-a-Service" ที่ให้ธุรกิจเข้าใช้ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างเอง (Zero CAPEX) แต่จ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง
- คลังสินค้าแห่งนี้ใช้ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายอัตโนมัติ (AS/RS) ความสูง 40 เมตร ซึ่งสามารถรองรับสินค้าได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่งพาเลท และทำงานได้เร็วกว่าแรงงานคน 3 เท่า
เมื่อระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจคลังสินค้า โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนและความพร้อมในการบริหารระบบด้วย
บริษัท แอลลี่ โลจิสติกส์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Ally Logistic Property หรือ ALP) เปิดตัว “OMEGA 1 Bangna” คลังสินค้าอัจฉริยะบนพื้นที่รวมกว่า 260,000 ตารางเมตร ในทำเลบางนา–EEC โดยนำระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติและซอฟต์แวร์บริหารจัดการเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก
โครงการดังกล่าวพัฒนาภายใต้แนวคิดให้ภาคธุรกิจสามารถใช้งานระบบคลังสินค้าอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบ Automation ด้วยตนเอง ผ่านโมเดล Infrastructure-as-a-Service (IaaS)
การเปิดตัวเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งการขาดแคลนแรงงานและความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการรับสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่หลายองค์กรยังชะลอการลงทุนระบบอัตโนมัติจากข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้น รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและบริหารระบบ
เปลี่ยนจากลงทุนระบบเอง สู่จ่ายตามการใช้งาน
นายชาลี ฉาง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอลลี่ โลจิสติกส์ พร็อพเพอร์ตี้ (ALP) กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่คลังสินค้า แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น รวมถึงสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจในระยะยาว
ALP จึงวางบทบาทมากกว่าการเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ โดยลงทุนในระบบ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ลูกค้าสามารถมุ่งเน้นธุรกิจของตนเอง และขยายการดำเนินงานได้โดยไม่ต้องลงทุนระบบ Automation ด้วยตัวเอง ภายใต้แนวคิด “We Invest, You Operate”
โมเดลธุรกิจ Infrastructure-as-a-Service ของ ALP ครอบคลุมการดูแลอาคาร ฮาร์ดแวร์ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และงานบำรุงรักษา ขณะที่ผู้เช่าจ่ายค่าบริการตามการใช้งาน แทนการซื้อระบบด้วยตัวเอง
รูปแบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มใช้งานคลังสินค้าอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องลงทุนในระบบชั้นวาง เครนหุ่นยนต์ หรือรับภาระระยะเวลาคืนทุนจากการลงทุนระบบ Automation แบบดั้งเดิม
AS/RS สูง 40 เมตร รองรับ 1.6 แสนพาเลท
OMEGA 1 Bangna มีพื้นที่กว่า 260,000 ตารางเมตร รองรับพื้นที่จัดเก็บมากกว่า 160,000 ตำแหน่งพาเลท โดยมีระบบหลัก ได้แก่
- ระบบ AS/RS สูง 40 เมตร เป็นระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าแนวตั้งอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่จัดเก็บและใช้พื้นที่ในคลังสินค้า
- ระบบเครน AS/RS ความเร็วสูง สามารถปฏิบัติงานได้เร็วกว่าการใช้รถโฟล์กลิฟต์และแรงงานคน 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงสุด 35% เมื่อเทียบกับคลังสินค้าทั่วไป
- ALPOS แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ของ ALP ที่เชื่อมต่อระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) หุ่นยนต์ และระบบ Automation เข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลเดียว
- มาตรฐาน LEED Gold โดยโครงการออกแบบตามมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล
ALP ระบุว่า OMEGA 1 Bangna เป็นคลังสินค้าอัจฉริยะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งอยู่บนแนวระเบียงโลจิสติกส์บางนา–EEC
โครงสร้างทุนรองรับการขยายธุรกิจ
ด้านโครงสร้างทุน ALP ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้แก่ CapitaLand Investment Limited กลุ่มผู้จัดการการลงทุนในสินทรัพย์จริงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์, พฤกษา โฮลดิ้ง (Pruksa Holding), Cathay Life Insurance สถาบันการเงินจากไต้หวันและพันธมิตรผู้ร่วมลงทุนหลักของ ALP รวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งชาติมาเลเซีย (EPF)
ในปี 2022 ALP ร่วมลงทุนใน CapitaLand SEA Logistics Fund มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย
ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ALP และพันธมิตรลงทุนสะสมรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมจัดสรรเงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายธุรกิจต่อเนื่อง
เตรียมพัฒนาทักษะบุคลากร Automation
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ALP เตรียมเปิดโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะสำหรับบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษา และการบริหารระบบหุ่นยนต์และเทคโนโลยี Automation
เป้าหมายคือการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสูงและสามารถทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติได้ ขณะที่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์เดินหน้าสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น
ไทยตลาดยุทธศาสตร์ของ ALP
สำหรับประเทศไทย ALP มองว่าเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวางโครงการ OMEGA ในไทยเป็นโครงการขนาดใหญ่ โดยชาลีระบุว่า ศูนย์ในไทยมีขนาดใหญ่กว่าที่บริษัททำในไต้หวันประมาณ 2 เท่า
เหตุผลสำคัญมาจากศักยภาพด้านพื้นที่ของไทย รวมถึงความต้องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่สามารถลดการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างคลังสินค้า
หนึ่งในแนวทางของ ALP คือการให้ลูกค้าเข้าถึง Smart Warehouse โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนระบบ Automation ด้วยตัวเอง
ชาลีระบุว่า ราคาสำหรับลูกค้าอยู่ในระดับเดียวกับคลังสินค้าแบบดั้งเดิม แม้ภายในจะมีระบบ Automation โดยต้นทุนสำคัญของลูกค้าไม่ได้อยู่ที่เงินลงทุน แต่เป็น “Migration cost” หรือการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิม รวมถึงการปรับ Mindset ขององค์กรและบุคลากร
โมเดลของ ALP ออกแบบให้ลูกค้าเข้ามาใช้งานได้ทันที โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุนและติดตั้งระบบให้ทั้งหมด ขณะที่ลูกค้าเลือกใช้พื้นที่ตามความต้องการ และจ่ายค่าบริการตามการใช้งาน
เร็วขึ้น 3 เท่า ลดแรงงานได้ 50%
ในด้านประสิทธิภาพ ระบบ Automation ภายในคลังสินค้าสามารถทำงานได้เร็วกว่าคลังสินค้าแบบดั้งเดิมประมาณ 3 เท่า และลดการใช้แรงงานคนได้สูงสุด 50%
ระบบยังช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงานของคน ซึ่งบริษัทระบุว่าต้นทุนในการแก้ไขความผิดพลาดอาจสูงกว่าต้นทุนปกติถึง 3 เท่า ขณะที่ปัญหาจากเครื่องจักรสามารถบริหารจัดการผ่านการซ่อมบำรุงและ Downtime ได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน OMEGA ยังเน้นโครงสร้างพื้นฐานและระบบ Automation เป็นหลัก ส่วน AI จะเข้ามาในขั้นต่อไป หลังจากบริษัทมี Data จากระบบมากขึ้น
เราจะใช้ Data ช่วยลูกค้าคาดการณ์ปริมาณสินค้า (Predict Volume) และเพิ่มประสิทธิภาพ Automation เปรียบเสมือน ‘กล้ามเนื้อ’ ส่วน AI คือ ‘สมอง’ เมื่อคุณมีกล้ามเนื้อแล้ว คุณก็ต้องใส่สมองเข้าไปเพิ่ม
ปัจจุบันลูกค้าสามารถดูข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันและ Dashboard และบริษัทกำลังศึกษาเทคโนโลยีรถบรรทุกไร้คนขับ (Autonomous Trucking) ทั้งภายในและภายนอกคลังสินค้า แต่ระยะนี้ยังให้ความสำคัญกับการทำระบบภายในคลังให้สมบูรณ์ก่อน
วางแผนสร้าง OMEGA ปีละ 1 แห่ง
ALP วางแผนขยาย OMEGA ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายในช่วง 10 ปีข้างหน้าว่าจะพัฒนาโครงการใหม่ประมาณปีละ 1 แห่ง ทั้งในบางนา วังน้อย และพื้นที่อื่นๆ
ชาลีอธิบายว่า การสร้าง OMEGA แต่ละแห่งใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ปี ขณะที่ลูกค้าบางรายไม่สามารถรอได้ บริษัทจึงยังพัฒนาคลังสินค้าแบบดั้งเดิมหรือโครงการขนาดเล็กเพื่อรองรับความต้องการระหว่างรอโครงการ OMEGA
สำหรับ OMEGA 1 Bangna แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกมีกำหนดเริ่มดำเนินการวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ใช้พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของโครงการ เฟสที่ 2 คาดว่าจะเปิดในไตรมาส 1 ของปีถัดไป และเฟสที่ 3 ในไตรมาส 3 ตามลำดับ
บริษัทคาดหวังว่าโครงการจะมีลูกค้าเต็มความจุภายในปีแรก โดยมีรูปแบบสัญญาเช่าทั้ง 3 ปีและ 5 ปี
ผนึกพันธมิตร เทงบลงทุนไทยกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ด้านการลงทุน ชาลีระบุว่า ALP ใช้งบลงทุนในไทยประมาณ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ร่วมกับพันธมิตร โดยบริษัทไม่ได้วางกลยุทธ์เผาเงินเพื่อแลกกับส่วนแบ่งตลาด แต่ต้องการให้แต่ละโครงการสามารถทำกำไรได้
เราไม่ใช่ธุรกิจประเภทเผาเงินเพื่อแลกกับ Market share เราทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับเทคโนโลยี ทุกโปรเจกต์ต้องทำกำไรได้
ชาลีมองว่าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนตลาดโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียนและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับกลุ่มลูกค้าในไทย ALP ระบุว่าสามารถรองรับทั้งกลุ่ม FMCG อุตสาหกรรมการผลิต เวชภัณฑ์และยา รวมถึงมีทั้งคลังสินค้าอุณหภูมิปกติ (Ambient) และคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain)
วางเป้าเป็น 'Global Firm' เล็ง IPO ใน 4–5 ปี
ชาลีระบุว่า ALP มีเป้าหมายพัฒนาบริษัทจากไต้หวันสู่การเป็น Global Firm โดยมองโอกาสขยายธุรกิจไปยังตลาดญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ควบคู่กับการเติบโตในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้านแผน IPO บริษัทประเมินกรอบเวลาไว้ประมาณ 4–5 ปีข้างหน้า โดยมองตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่อยู่ในแผนการพิจารณาในขณะนี้
“หลักการ Simple, Smart, Sustainable คือหลักการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่เราพัฒนา และ OMEGA 1 Bangna คือต้นแบบของแนวคิดดังกล่าว เราตั้งใจที่จะนำโมเดลนี้ไปต่อยอดยังทำเลยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่พร้อมรองรับอนาคต และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของภาคธุรกิจไปพร้อมกัน เพราะสำหรับเรา อนาคตไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอ แต่คือสิ่งที่เราสามารถเริ่มสร้างได้ตั้งแต่วันนี้





