ธุรกิจไทยใช้งบ AI เฉลี่ย 18.3 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ 47% ยังใช้ AI แบบแยกส่วน ‘Agentic AI’ ถูกมองว่ามีศักยภาพสูง แต่มีเพียง 2% ที่พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
KEY POINTS
- ธุรกิจไทยคาดการณ์ว่าผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ด้าน AI จะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 18% ในปีนี้เป็น 35% ในอีก 2 ปีข้างหน้า พร้อมกับการลงทุนที่คาดว่าจะเติบโต 44%
- การนำ AI มาใช้งานกำลังขยายตัวจากการทดลองสู่ระดับองค์กร โดยคาดว่าสัดส่วนงานที่มี AI ช่วยดำเนินการจะเพิ่มจาก 24% เป็น 42% ในอีก 2 ปีข้างหน้า
- แม้จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญในการสร้างผลตอบแทนจาก AI ทั้งในด้านคุณภาพข้อมูล, การพัฒนาทักษะบุคลากร และการกำกับดูแล
- ปัญหา "Shadow AI" หรือการที่พนักงานใช้เครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตกำลังสร้างความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง
การลงทุนด้าน AI ของภาคธุรกิจไทยกำลังขยับจากการทดลองสู่การใช้งานในระดับองค์กร แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่งบลงทุนเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อมูล ทักษะบุคลากร และการกำกับดูแลยังเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างผลตอบแทนจาก AI
ผลการศึกษาใหม่โดย SAP และ Oxford Economics ระบุว่า ธุรกิจไทยคาดการณ์การลงทุนและผลตอบแทนจาก AI จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า หลังการนำ AI ไปใช้งานในองค์กรขยายตัวมากขึ้น
รายงาน The SAP Value of AI Report 2026 ซึ่งสำรวจผู้นำทางธุรกิจ 2,600 คน จาก 13 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย 200 คน เผยว่า บริษัทในประเทศไทยคาดว่าจะใช้งบประมาณด้าน AI เฉลี่ย 18.3 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 602.9 ล้านบาท ในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 28 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 922.5 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไทยคาดว่าการลงทุนด้าน AI จะเติบโต 44% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ขณะที่คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ใน AI ที่ 18% ในปีนี้ หรือ 3.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 115.3 ล้านบาท) และเพิ่มเป็น 35% ในอีก 2 ปีข้างหน้าหรือ 8.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 289.9 ล้านบาท)
ธุรกิจไทยขยับ AI สู่ระดับองค์กร
ปัจจุบัน งานของธุรกิจไทยโดยเฉลี่ยเกือบ หนึ่งในสี่ หรือ 24% มี AI เข้ามาช่วยดำเนินการ และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 42% ในอีก 2 ปี
แม้การลงทุนด้าน AI เชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้น 13% แต่เกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรไทย หรือ 47% ยังคงนำ AI ไปใช้งานแบบแยกส่วน มากกว่าการนำไปใช้ทั่วทั้งองค์กร
ผลสำรวจยังพบว่า องค์กรไทยจำนวนไม่ถึงครึ่งมีโครงสร้างรองรับการนำ AI ไปใช้งานในระดับองค์กร โดยมีเพียง 40% ที่มีผู้นำด้าน AI โดยเฉพาะเพื่อรับผิดชอบการนำ AI มาใช้ ขณะที่ 30% มีตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ด้าน AI สำหรับผู้บริหาร และ 35% มีการฝึกอบรมผู้บริหารเกี่ยวกับศักยภาพและความเสี่ยงของ AI
อย่างไรก็ตาม 71% ของธุรกิจไทยระบุว่าพึงพอใจกับ ROI จาก AI ในปัจจุบัน ขณะที่ 55% เชื่อว่าการนำ AI มาใช้ยังไม่สามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่
กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท SAP กล่าวว่า ธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งานจริง และเริ่มเห็นผลตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยขั้นต่อไปคือการเชื่อมโยง AI เข้ากับข้อมูล กระบวนการทำงาน และการกำกับดูแล เพื่อขยายการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ
ข้อมูล–ทักษะยังเป็นโจทย์สร้าง ROI
Agentic AI กำลังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ธุรกิจไทยมองว่ามีศักยภาพในการสร้างมูลค่า โดย 78% ของธุรกิจไทยมองว่า Agentic AI มีศักยภาพตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูงมากในการเปลี่ยนแปลงองค์กร
ธุรกิจไทยคาดการณ์ว่า ROI จาก Agentic AI จะอยู่ที่ 8.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 280 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า
แต่การนำไปใช้งานยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีธุรกิจเพียง 2% ที่ระบุว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับ Agentic AI ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ระบุว่ามีความพร้อมเพียงบางส่วนหรือยังไม่มีความพร้อม
ด้านข้อมูลยังเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการสร้างมูลค่าจาก AI โดย 57% ของธุรกิจไทยระบุว่าปัจจุบันมีความพร้อมด้านข้อมูลสำหรับ AI แต่ 70% มองว่าปัญหาด้านคุณภาพหรือความพร้อมใช้งานของข้อมูลยังเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่ม ROI
ขณะเดียวกัน 79% ของธุรกิจไทยพบผลลัพธ์จาก AI ที่มีคุณภาพต่ำอย่างน้อยเป็นครั้งคราว ส่งผลให้เกิดการทำงานซ้ำ ความล่าช้า หรือมีงานคั่งค้าง
ด้านบุคลากร 76% ของธุรกิจไทยยังไม่มั่นใจว่าการพัฒนาทักษะบุคลากรภายในองค์กรจะก้าวทันวิวัฒนาการของเครื่องมือ AI ขณะที่ 99% คาดว่า AI จะส่งผลกระทบต่อการวางแผนกำลังคนในระดับหนึ่ง
แต่ในอีกด้าน 81% ยังไม่มั่นใจว่าบทบาทงานที่มีอยู่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างเต็มที่
'Shadow AI' เพิ่มความเสี่ยงข้อมูล
การกำกับดูแลเป็นอีกประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น โดย 74% ของธุรกิจไทยระบุว่า พนักงานมีการใช้เครื่องมือ AI จากผู้ให้บริการภายนอกอย่างน้อยเป็นครั้งคราว โดยไม่ได้รับการอนุมัติหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ
ผลกระทบที่พบ ได้แก่ 63% ระบุถึงผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ถูกต้อง ขณะที่ 62% รายงานถึงการรั่วไหลของข้อมูลหรือการเปิดเผยทรัพย์สินทางปัญญา
กุลวิภา กล่าวว่า การสร้างมูลค่าจาก AI ในขั้นต่อไปจำเป็นต้องผสานข้อมูล กระบวนการ และ AI เข้าด้วยกัน ขณะที่ การกำกับดูแลมีบทบาทสำคัญต่อการปลดล็อกมูลค่าจาก AI เนื่องจากคุณค่าของ AI อาจวัดผลได้ยากกว่าที่คาด และความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นเร็วกว่าความสามารถของระบบกำกับดูแล
ขาดระบบกำกับดูแล AI Agents
เมื่อขยายไปสู่ Agentic AI ช่องว่างด้านการกำกับดูแลยิ่งมีความสำคัญ โดยมีธุรกิจไทยเพียงประมาณ 1 ใน 10 ที่ระบุว่าทักษะด้าน AI Governance 13% หรือกระบวนการและกรอบการทำงาน 14% มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการกำกับดูแล AI อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการใช้ Agentic AI โดยเฉพาะ 40% ของบริษัทไทยไม่มีกระบวนการให้มนุษย์เข้ามาตรวจสอบ (Human-in-the-loop) สำหรับเวิร์กโฟลว์ที่ใช้ Agentic AI ขณะที่ 40% ไม่มีกระบวนการอนุมัติมาตรฐานสำหรับ AI agents
นอกจากนี้ มีเพียง 39% ที่มีทะเบียนรายชื่อ AI agents ที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจ
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า 65% ของธุรกิจไทยระบุว่าเห็นด้วยหรือไม่ทราบว่าบริษัทกำลังนำ AI agents มาใช้งานเร็วกว่าความสามารถในการกำกับดูแลหรือไม่
กุลวิภา กล่าวสรุปว่า การสร้างมูลค่าที่แท้จริงจาก AI จำเป็นต้องใช้แนวทางใหม่ โดยธุรกิจไทยทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กต้องเชื่อมโยง AI เข้ากับข้อมูลและกระบวนการที่ขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมทำให้ AI มีบริบทและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ซึ่ง SAP เรียกว่า “Autonomous Enterprise”
นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับผู้คน เพราะเราจะสามารถสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ AI agents กระบวนการทำงาน และบุคลากรทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว





