กูเกิลชี้ดาต้าเซนเตอร์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากโครงสร้างพื้นฐานรองรับคลาวด์และ AI สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างทั้งการลงทุน การจ้างงาน และระบบนิเวศเทคโนโลยี ขณะที่โจทย์สำคัญคือการขยายพลังงานสะอาดและระบบไฟฟ้าโดยไม่ผลักภาระสู่ประชาชน
KEY POINTS
- Google มองว่าดาต้าเซนเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ช่วยให้ธุรกิจ นักพัฒนา และหน่วยงานรัฐเข้าถึงกำลังประมวลผลในประเทศ รองรับบริการดิจิทัลและ AI
- การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ของ Google คาดสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ สนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี
- เก็บข้อมูลในไทย ไม่เท่ากับคุมข้อมูลได้ โดย Data Residency และ Digital Sovereignty มีความหมายต่างกัน
- Google ไม่ต้องการให้การดำเนินงานสร้างภาระต่อประชาชน ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและ Direct PPA รองรับการขยายตัวในอนาคต
การขยายตัวของ “ดาต้าเซนเตอร์” ในไทยกำลังเข้าสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เมื่อการใช้งานคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องจึงต้องรองรับทั้งกำลังประมวลผล ระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด น้ำ รวมถึงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง
จิรเดช จตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ กูเกิล คลาวด์ ประเทศไทย มองว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์ โดยภาครัฐมีนโยบายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค
ขณะที่การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอยู่ในประเทศ จะช่วยให้ธุรกิจและหน่วยงานรัฐสามารถพัฒนาและให้บริการดิจิทัลได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเป็นปัจจัยสนับสนุนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและการนำ AI ไปใช้งาน
ในมุมของกูเกิล การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ในไทยไม่ได้พิจารณาเฉพาะตลาดในปัจจุบัน แต่เชื่อมโยงกับการขยายตัวของบริการดิจิทัลและ AI ซึ่งทำให้ความต้องการใช้คลาวด์และกำลังประมวลผลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สร้างผลกระทบเศรษฐกิจ 4 พันล้านดอลล์
นอกจากการรองรับความต้องการใช้คลาวด์ และ AI แล้ว กูเกิลมองว่า การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยดาต้าเซนเตอร์เป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะดำเนินงานอย่างน้อย 20 ปี
ในช่วงก่อสร้าง โครงการจะสร้างการจ้างงานแรงงานก่อสร้างเฉลี่ยประมาณ 4,200 คนต่อปี ก่อนเปลี่ยนไปสู่การจ้างงานทักษะสูงเมื่อเปิดดำเนินงาน ทั้งจากพนักงานของกูเกิลเองและบุคลากรจากซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องในระยะยาว
กูเกิลประเมินว่า ดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในไทยจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศราว 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 130,000–140,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 และสนับสนุนการจ้างงานทางตรงและทางอ้อมเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ในช่วงปี 2568–2572
ผลกระทบดังกล่าวมาจากทั้งการว่าจ้างบริษัทไทย การจัดซื้อวัสดุและบริการจากซัพพลายเออร์ในประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายของบุคลากรที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจโรงแรม การเดินทาง ร้านค้า และบริการต่าง ๆ
ปัจจุบันมีบริษัทและหน่วยงานไทยมากกว่า 50 รายอยู่ในระบบซัพพลายเชนของโครงการ ตั้งแต่การพัฒนาที่ดิน ก่อสร้าง ระบบเครือข่าย ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ไปจนถึงงานด้านกฎหมาย โลจิสติกส์ อาหาร และการจัดการขยะ โดยมีแผนทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เหล่านี้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการดำเนินงานของดาต้าเซนเตอร์
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการก่อสร้างหรือการจ้างงาน แต่ยังรวมถึงการเปิดให้ธุรกิจ นักพัฒนา และหน่วยงานรัฐเข้าถึงกำลังประมวลผลภายในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยรองรับการขยายตัวของบริการดิจิทัลและ AI
ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ Gemini เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกูเกิลระบุว่า 87% ของ Prompt ที่ใช้งานในประเทศไทยเขียนเป็นภาษาไทย
ขณะเดียวกัน การขยายโครงสร้างพื้นฐานย่อมทำให้ความต้องการบุคลากรเฉพาะทางเพิ่มขึ้น กูเกิลจึงวางแนวทางพัฒนาทักษะไว้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับแรกคือบุคลากรและวิศวกรที่เข้ามาทำงานกับดาต้าเซนเตอร์ ระดับที่สองคือการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัย และระดับที่สามคือการขยายทักษะด้านดิจิทัลและ AI Adoption ไปยังนักศึกษาและผู้ประกอบการ SMEs
เก็บข้อมูลในไทย ไม่เท่ากับคุมข้อมูลได้
อีกประเด็นที่ กูเกิล แยกออกจากกันอย่างชัดเจนคือ Data Residency และ Digital Sovereignty โดย Data Residency หมายถึงข้อกำหนดว่าข้อมูลต้องจัดเก็บอยู่ภายในประเทศ ซึ่งการมี Bangkok Cloud Region และดาต้าเซนเตอร์ที่ชลบุรีจะช่วยรองรับความต้องการดังกล่าว โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่ภายใต้ข้อกำกับด้านข้อมูล เช่น สถาบันการเงินและธนาคาร
ขณะที่ Digital Sovereignty มีความหมายกว้างกว่า โดยเน้นสิทธิในการควบคุมข้อมูลและเทคโนโลยี ทั้งด้านกายภาพ ซอฟต์แวร์ และการปฏิบัติการ
สำหรับข้อมูลระดับความลับสูงสุด เช่น ข้อมูลด้านความมั่นคง การทหาร หรือตำรวจ บางหน่วยงานอาจต้องการให้ข้อมูลทำงานอยู่ภายในศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานเอง หรือ On-Premise ดาต้าเซนเตอร์
โครงสร้างพื้นฐาน ‘เศรษฐกิจยุคใหม่’
จิรเดชมองว่า ดาต้าเซนเตอร์ควรถูกมองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงอาคารที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำ เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจยังครอบคลุมไปถึงการที่สตาร์ตอัปสามารถพัฒนาบริการใหม่ ธนาคารสร้างบริการดิจิทัล และการเกิดขึ้นของระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย
หนึ่งในปัจจัยที่ กูเกิล ให้ความสำคัญกับการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ ในไทยคือ พลังงานสะอาด โดยมองว่านโยบายของไทยที่สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์เป็นทิศทางที่จำเป็น ขณะเดียวกันการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
กูเกิล ระบุว่า ก่อนตัดสินใจเลือกพื้นที่ก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์จะประเมินทั้งความต้องการใช้บริการ ความใกล้กับลูกค้าและผู้ใช้งาน การเข้าถึงบุคลากร ที่ดินที่อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมชน สุขภาพของแหล่งน้ำ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด และโอกาสในการทำงานร่วมกับชุมชน
สำหรับความล่าช้าของนโยบายภาครัฐ กูเกิลระบุว่าเข้าใจว่ากระบวนการพิจารณาของภาครัฐจำเป็นต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจเข้ามาตั้งดาต้าเซนเตอร์ในไทย และมองว่าการพิจารณาเพื่อคัดเลือกผู้ลงทุนที่มีความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็น
ไม่ผลักภาระให้ประชาชน
อีกโจทย์สำคัญคือความสามารถของระบบไฟฟ้าในการรองรับดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ โดยก่อนก่อสร้างจะประเมินเสถียรภาพของระบบ Grid หากพบว่าการลงทุนในพื้นที่นั้นจะทำให้ระบบตึงตัว จะร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตหรือแก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน และหากไม่สามารถรองรับได้ก็อาจไม่เลือกพื้นที่ดังกล่าว
สำหรับโครงการที่ตัดสินใจลงทุน หลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การจัดหาพลังงานสะอาดให้ครอบคลุม 100% ของไฟฟ้าที่ใช้ การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับ Substations และ Transmission Lines ที่จำเป็นต่อการเชื่อมต่อ ดาต้าเซนเตอร์ และการนำพลังงานสะอาดใหม่เข้าสู่ระบบ Grid
กูเกิลไม่ต้องการให้การดำเนินงานสร้างภาระต่อประชาชน ทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า รวมถึงค่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใหม่ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขยายตัวของดาต้าเซนเตอร์
อีกกลไกที่กูเกิลให้ความสำคัญคือ Direct Power Purchase Agreement หรือ Direct PPA ซึ่งจะช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างโครงการใหม่ได้ง่ายขึ้น
กูเกิล คาดหวังว่า Direct PPA จะมีความพร้อมในช่วงที่ดาต้าเซนเตอร์ชลบุรีก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยมองว่ากลไกดังกล่าวสามารถช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดเดินหน้าไปพร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี





