กรุงเทพธุรกิจ บุก "อีสานใต้" จัดเสวนา ”Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING" ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เสนอแนวคิด “Local Intelligence” ใช้คน ข้อมูล และ AI ยกระดับธุรกิจและระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเสนอ 4 แนวทางพัฒนาบุรีรัมย์สู่เมืองอัจฉริยะ ยกระดับคน สุขภาพ และภาครัฐ
KEY POINTS
- ทรู คอร์ปอเรชั่น เสนอแนวคิด 'Local Intelligence' ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME ไทยนำข้อมูลและ AI มาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ รับมือกับความท้าทายด้านการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น
- มอง 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คนที่มีทักษะ, ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการ และ AI ที่ช่วยวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
- เป้าหมายสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างผลกำไร โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น
- เสนอ 4 แนวทางในการพัฒนายกระดับบุรีรัมย์สู่เมืองอัจฉริยะ ครอบคลุมด้านการเชื่อมโยงเมือง, การพัฒนาคน, ระบบสุขภาพ และการบริหารงานภาครัฐ
เมื่อธุรกิจท้องถิ่นต้องรับมือทั้งการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านเงินทุน การใช้ข้อมูลและ AI จึงเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับศักยภาพของคนและระบบบริการในพื้นที่
ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวบนเวที “Local Intelligence พลังใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในงาน “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลง การเข้าถึงเงินทุนที่ยากขึ้น รายได้ที่ลดลงสวนทางกับต้นทุนที่สูงขึ้น และโจทย์การเปลี่ยนผ่านจากการ “ลดต้นทุน” ไปสู่การเพิ่ม Productivity
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธุรกิจยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นปัจจัยกดดันจำนวนลูกค้า ขณะที่การเข้าถึงเงินทุนต้องใช้เวลาและยังมีข้อจำกัดในการนำเงินไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ
ในสถานการณ์ดังกล่าว ธุรกิจจึงต้องมองมากกว่าการลดค่าใช้จ่าย และหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพของการดำเนินงาน
ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 3.28 ล้านราย มีคนทำงานในระบบกว่า 13.6 ล้านคน คิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในประเทศ และมีส่วนในการสร้าง GDP ราว 35%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงขนาดและศักยภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีต่อระบบเศรษฐกิจไทย แต่ขณะเดียวกันธุรกิจกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่
จาก 'Local Business' สู่ 'Local Intelligence'
ดร.ธีรเดชเสนอให้ปรับมุมมองจาก Local Business ไปสู่ Local Intelligence ซึ่งหมายถึงการบริหารธุรกิจให้ฉลาดขึ้นด้วยข้อมูลและ AI โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก
กรอบการพัฒนา Local Intelligence ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ คน ข้อมูล และ AI โดยคนต้องมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ได้
ขณะที่ธุรกิจต้องมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการ และสามารถใช้ AI วิเคราะห์ เปรียบเทียบข้อมูล และนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
การนำ AI มาใช้ไม่ควรหยุดอยู่ที่การประกาศว่าองค์กรหรือหน่วยงานมี AI แต่ต้องนำไปปรับใช้กับการทำงานจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในมิติของ คน ข้อมูล และกระบวนการทำงาน
สำหรับภาคธุรกิจ เป้าหมายสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และนำไปสู่ผลกำไร ขณะที่ในระดับท้องถิ่น แนวคิด Local Intelligence คือการนำ Data และ AI มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
4 แนวทางยกระดับ 'บุรีรัมย์' สู่เมืองอัจฉริยะ
สำหรับบุรีรัมย์ ดร.ธีรเดชมองว่า จังหวัดมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างระบบนิเวศและพึ่งพาตนเองได้ (Self-sustain) โดยเสนอ 4 แนวทาง ได้แก่ Local City Intelligence, Local Talent Intelligence, Local Health Intelligence และ Smart Government
1. Local City Intelligence เชื่อมเมืองด้วยข้อมูล : มุ่งพัฒนาเมืองให้เชื่อมโยงกันผ่าน Smart Connectivity, Safe City, บุรีรัมย์ Marketplace App และบุรีรัมย์ Service App
ปัจจุบัน True 5G ครอบคลุมบุรีรัมย์ 98% สามารถต่อยอด 5G, IoT และ Wi-Fi เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและอุปกรณ์ในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาระบบ Cloud หรือ Data Center ภายในจังหวัด
ด้าน Safe City บุรีรัมย์มีกล้องวงจรปิดมากกว่า 1,000 ตัว แต่ยังไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน จึงเสนอให้เชื่อมระบบกล้อง เพื่อให้ตำรวจ หน่วยงานด้านความปลอดภัย อบต. และ อบจ. สามารถเข้าถึงข้อมูลร่วมกัน แทนการเน้นติดตั้งกล้องเพิ่ม
ส่วน บุรีรัมย์ Marketplace App จะรวมร้านค้าและบริการในพื้นที่ ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงบริการต่างๆ เพื่อสร้าง Ecosystem และ Circular Economy ในจังหวัด พร้อมเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มระดับโลก
ขณะที่ บุรีรัมย์ Service App มุ่งรวมบริการภาครัฐและบริการสาธารณะให้เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านบอต และสามารถเชื่อมกับ LINE OA เพื่อลดภาระการดาวน์โหลดแอปใหม่
2. Local Talent Intelligence ยกระดับทักษะคน : มุ่งพัฒนาระบบการศึกษาและทักษะตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ผ่านแนวคิด Unified Learning Identification ให้ผู้เรียนลงทะเบียนและสะสมหน่วยกิตต่อเนื่อง และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มระดับโลก รวมถึงรวบรวมคอนเทนต์จาก Facebook และ YouTube มาใช้ในการเรียนรู้
อีกโจทย์คือช่องว่างด้านอุปกรณ์ ซึ่งขณะนี้นักเรียนในบุรีรัมย์มากกว่า 30% ยังไม่มีคอมพิวเตอร์สำหรับการเรียนการสอน
นอกจากนี้ใช้ AI Prediction วิเคราะห์แนวโน้มความสนใจด้านการศึกษาและอาชีพของเยาวชน โดยอ้างอิงแนวทางจากสิงคโปร์และฟินแลนด์ พร้อมความร่วมมือกับ Google, Microsoft, AWS และ Canva เพื่อนำคอนเทนต์เข้าสู่ระบบสะสมเครดิตและ Certification และเพิ่มโอกาสการทำงานทั้งในกรุงเทพฯ และระดับนานาชาติ
ด้าน Future Classroom เสนอการจัดหาคอมพิวเตอร์เพื่อให้เด็กพัฒนาทักษะมากกว่าการใช้สมาร์ทโฟน ทั้งการทำเอกสาร Presentation และ Coding
3. Local Health Intelligence เชื่อมข้อมูลสุขภาพ : เน้น 3 เรื่อง ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูล Telemedicine และบริการสุขภาพใกล้บ้าน
การเชื่อมระบบ Hospital Information System (HIS) ระหว่างโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์และโรงพยาบาลระดับอำเภอ จะช่วยให้แพทย์เข้าถึงประวัติการรักษาเดิม ลดการซักประวัติซ้ำ และมีข้อมูลประกอบการรักษามากขึ้น
ขณะเดียวกัน บุรีรัมย์มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 18% ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเดินทาง จึงเสนอ Health App และ Telemedicine เพื่อให้สามารถนัดหมายและปรึกษาแพทย์จากที่บ้าน รวมถึงติดตั้ง Smart Kiosk ใกล้ชุมชนสำหรับตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น วัดความดันและขอคำปรึกษา
4. Smart Government ใช้ AI ลดงานซ้ำซ้อน : มุ่งปรับกระบวนการทำงานภาครัฐให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น โดยใช้ Robotic Process Automation (RPA) กับงานที่มีขั้นตอนซ้ำซ้อน ตั้งแต่ระดับอำเภอถึงจังหวัด
พร้อมนำข้อมูลภาพ เสียง และเอกสารเข้าสู่กระบวนการดิจิทัล รวมถึงใช้ระบบวิเคราะห์เอกสารช่วยประมวลผลข้อมูล
อีกส่วนคือ AI Chatbot 24/7 สำหรับตอบคำถามประชาชน เช่น การทำบัตรประชาชน การย้ายทะเบียนบ้าน และการลงทะเบียนเลือกตั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการโดยไม่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ในทุกกรณี





