วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

ปลดล็อก 4 จุดตัน Smart City 'ดีป้า' ชู Digital Catalog หนุนเมืองรองโตยั่งยืน

ดีป้าแกะ 4 จุดตัน Smart City ไทย ทั้งราคาเทคโนโลยี ระบบราชการ ทักษะคน และการออกแบบ เสนอ Digital Catalog ลดขั้นตอนจัดซื้อ หนุนเมืองรองโต

KEY POINTS

  • ดีป้าชี้ 4 อุปสรรคหลักในการพัฒนา Smart City คือ A-B-C-D ได้แก่ ราคาเทคโนโลยีที่สูง (Affordability), ระบบราชการที่ล่าช้า (Bureaucracy), ขีดความสามารถของบุคลากร (Capacity) และการออกแบบที่ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ (Design)
  • ชู "Digital Catalog" หรือบัญชีบริการดิจิทัล เป็นเครื่องมือปลดล็อกปัญหาด้านระบบราชการ ช่วยให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีในวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาทได้รวดเร็วขึ้น
  • เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านราคาโดยให้ภาครัฐเปลี่ยนจากการซื้อขาดเทคโนโลยีเป็นการเช่าใช้บริการจากเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณก้อนใหญ่
  • เน้นย้ำว่าเป้าหมายของ Smart City คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในเมืองรอง ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด
  • มองว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารเมืองอนาคต เช่น การพยากรณ์น้ำท่วมอย่างแม่นยำ และการตัดสินใจควบคุมโครงสร้างพื้นฐานโดยอัตโนมัติ

กรุงเทพธุรกิจจัดสัมมนา “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING” ที่บุรีรัมย์

ดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวในหัวข้อ Insight Session : ISAN New S Curve : Smart Digital & AI เปิดเผยว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในประเทศไทยยังมีอุปสรรคสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย

  • ราคาของเทคโนโลยี
  • ระบบราชการ
  • ศักยภาพของผู้ใช้งาน
  • การออกแบบ

โดย ดร.นน เสนอให้ปรับวิธีการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ภาครัฐ ลดขั้นตอนที่ใช้เวลานาน และพัฒนาคนควบคู่กับระบบ เพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์ประชาชนได้จริง

ดร.นน กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้าน Smart City ในประเทศไทยมาเกือบ 8 ปี การพัฒนายังไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทั้งหมด โดยนอกจากผลกระทบจากโควิด-19 และการรับรู้ของประชาชนแล้ว ยังมีปัญหาหลักที่เรียกว่า A-B-C-D ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่ และเมืองอัจฉริยะ

หลักๆ แล้วมันจะมีอยู่ 4 อย่างด้วยกันที่เป็นปัญหา ซึ่งถ้าเกิดเราแก้ปัญหา 4 อย่างนี้ได้ Smart City จะเกิดขึ้นทันที

ปัญหาแรก คือ Affordability หรือความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงยังมีราคาแพง ขณะที่เทศบาลหลายแห่งต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในการจัดซื้อ ส่งผลให้ต้องรอการจัดสรรงบ และบางกรณีเทคโนโลยีอาจล้าสมัยก่อนมีเงินเพียงพอที่จะซื้อ ดร.นน จึงเสนอโมเดลที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเสมอไป แต่อาจใช้บริการจากภาคเอกชนในลักษณะสมาชิก จ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี เพื่อลดภาระเงินลงทุนก้อนใหญ่

ส่วนปัญหาที่สอง คือ Bureaucracy หรือระบบราชการ ซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการทุจริต และการกระทำผิด แต่ขั้นตอนบางส่วนใช้เวลานานจนเทคโนโลยีไม่สามารถเข้าสู่การใช้งานได้ทันเวลา โดยเฉพาะโครงการเทคโนโลยีที่ต้องผ่านคณะกรรมการด้านไอซีทีของจังหวัด

ปลดล็อก 4 จุดตัน Smart City 'ดีป้า' ชู Digital Catalog หนุนเมืองรองโตยั่งยืน

 

ดร.นน ยกตัวอย่าง Digital Catalog หรือบัญชีบริการดิจิทัลของดีป้า ซึ่งได้รับมติคณะรัฐมนตรีให้สามารถนำมาใช้ได้ และช่วยลดขั้นตอนของโครงการจัดซื้อจัดจ้างบางประเภท โดยเฉพาะโครงการในวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท

ดังนั้น หากมีเทคโนโลยีไหนขึ้นบัญชีกับดีป้าไว้ ดีป้าตรวจสอบแล้วว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการจัดซื้อจัดจ้างในกรอบที่ต่ำกว่า 500,000 บาท มันจะสามารถ Bypass ตัวไอซีที จังหวัดได้ด้วย

ปัญหาที่สาม คือ Capacity หรือศักยภาพของผู้ใช้งาน โดยการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ภาครัฐต้องพัฒนาทักษะของบุคลากรควบคู่กัน หากสิ้นสุดสัญญากับเอกชน และมีการส่งมอบเทคโนโลยีกลับมา แต่บุคลากรภาครัฐไม่สามารถใช้งานต่อได้ ระบบนั้นก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้เต็มที่

ปัญหาที่สี่ คือ Design หรือการออกแบบ โดยเฉพาะบริการ และแอปพลิเคชันภาครัฐที่หากมีขั้นตอนซับซ้อน ใช้งานยาก หรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน แม้เปิดให้ใช้ฟรีก็อาจไม่มีผู้ใช้งาน ดร.นน มองว่า การออกแบบ Smart City จึงต้องเริ่มจากประสบการณ์ของคนในพื้นที่ ไม่ใช่มองเฉพาะความสวยงามของโครงการหรือเทคโนโลยีที่นำมาใช้

เมืองที่ไม่เข้าใจว่ามุมมองของผู้นำเมืองกับมุมมองของประชาชนแตกต่างกัน และเมืองที่ไม่เข้าใจเลยว่าความสวยแต่รูปจูบไม่หอมมันเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่มักจะเป็นเมืองที่ล้มเหลวเสมอ

ดังนั้น ในมุมของการพัฒนาเมือง ดร.นน มองว่า Smart City ไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่ต้องเป็นพื้นที่ ที่ทำให้คนมีคุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตสูงขึ้น สามารถทำงาน ทำธุรกิจ เข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางสังคม ขณะที่เมืองสามารถดึงคนที่มีศักยภาพเข้ามา และสร้างระบบเศรษฐกิจระยะยาวได้

ปลดล็อก 4 จุดตัน Smart City 'ดีป้า' ชู Digital Catalog หนุนเมืองรองโตยั่งยืน
 

สำหรับบุรีรัมย์ ดร.นน มองว่ามีองค์ประกอบหลายด้านที่เหมาะกับการพัฒนาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยจากการเดินสำรวจพื้นที่ในตัวเมืองประมาณ 4 ชั่วโมง เขาประเมินว่าเมืองมีความปลอดภัย มีร้านค้า ร้านอาหาร และบริการที่เข้าถึงได้สะดวก ขณะที่พื้นที่ในอีสานใต้ และจังหวัดใกล้เคียงยังมีต้นทุนการใช้ชีวิตไม่สูงเท่าเมืองใหญ่ และมีศักยภาพเชื่อมโยงพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ดร.นน มองว่า แนวทางการพัฒนาเมืองในอนาคตไม่จำเป็นต้องมุ่งขยายเฉพาะกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต เพราะเมืองขนาดรองสามารถวางแผนการพัฒนาใหม่อย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้างงาน อาชีพ และครอบครัว โดยมีค่าใช้จ่าย และต้นทุนการทำธุรกิจต่ำกว่าเมืองใหญ่

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านงบประมาณของท้องถิ่นอาจต้องอาศัยรูปแบบทางการเงินใหม่ โดย ดร.นน ยกกรณีเทศบาลบางแห่งที่ใช้การกู้เงินหรือให้สัมปทานภาคเอกชนเพื่อนำเงินมาพัฒนาโครงการ แทนการรอจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางเป็นเวลาหลายปี ซึ่งอาจช่วยให้โครงการที่จำเป็นเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ ดร.นน มองว่าจะเข้ามาเปลี่ยนการบริหารเมืองคือ AI โดยยกตัวอย่างระบบที่ตนกำลังพัฒนาเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ ซึ่งประมวลผลข้อมูลประมาณ 2 ล้านชุด หรือราว 8 เทราไบต์ต่อวัน และกล่าวว่า สามารถคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วมได้ด้วยความแม่นยำประมาณ 95%

AI ยังสามารถรวบรวม กรอง และจัดระเบียบข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาไปถึงขั้นนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจ และควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยอัตโนมัติ เช่น การเปิดหรือปิดประตูน้ำ ลดช่วงเวลาระหว่างการรับรู้สถานการณ์กับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันอาจใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

สิ่งที่ AI ทำได้มากกว่านั้นคือ การช่วยตัดสินใจ หากระบบได้รับข้อมูลที่มีคุณภาพ AI จะสามารถนำข้อมูลไปสั่งเปิด-ปิดประตูน้ำ เพื่อควบคุมการไหลของน้ำให้เป็นไปตามที่ต้องการได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการของมนุษย์

นอกจากการบริหารจัดการน้ำ ดร.นน มองว่า AI ยังช่วยประมวลผลข้อมูลเชิงลึก เชื่อมโยงอุปสงค์ และอุปทาน รวมถึงสร้างบริการที่ในอดีตทำได้ยาก เช่น ระบบการเรียนรู้ที่ปรับระดับเนื้อหาตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน โดย AI สามารถเพิ่มหรือลดระดับความยาก และปรับจังหวะการเรียนให้เหมาะกับผู้เรียนได้

เขามองว่า หากบุรีรัมย์ และพื้นที่ภาคอีสานสามารถใช้จุดแข็งด้านค่าครองชีพ ความน่าอยู่ และศักยภาพของพื้นที่ มาต่อยอดกับเทคโนโลยี และ AI ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถทำงานและสร้างครอบครัวในเมืองรองได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์