วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เอไอทำเงินมหาศาล ใครจะรวย? จาก Anthropic ถึง SpaceX กับยุคที่พนักงานกลายเป็นเศรษฐีจากหุ้น

Anthropic ถูกจับตาว่าอาจเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่พนักงานกว่า 2,500 คนบางส่วนถือหุ้นของบริษัท หากมูลค่าพุ่งขึ้นตามคาด หุ้นเหล่านี้อาจเปลี่ยนคนทำงานให้กลายเป็นเศรษฐี เช่นเดียวกับพนักงาน SpaceX หลายพันคน ท่ามกลางความกังวลว่า ความมั่งคั่งจากเอไออาจกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมากขึ้น

KEY POINTS

  • พนักงานบริษัทเอไออย่าง Anthropic และ SpaceX มีโอกาสกลายเป็นเศรษฐีจากการได้รับหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาลเมื่อบริษัทเติบโต
  • Anthropic เตรียมเข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่าที่อาจสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างภารกิจด้านความปลอดภัยของเอไอกับผลประโยชน์ทางการเงินของพนักงานที่ถือหุ้น
  • ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับแรงจูงใจของคนทำงาน และการกระจุกตัวของความมั่งคั่งที่เกิดจากเทคโนโลยีเอไอซึ่งแม้แต่ผู้บริหารของบริษัทเองก็แสดงความกังวล

ทุกครั้งที่พูดถึงการเติบโตของเอไอ เรามักถามว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างเงินให้บริษัทได้มากแค่ไหน แต่มีอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ เงินก้อนนั้นกำลังไหลไปอยู่ที่ใคร

ในบริษัทเทคโนโลยี คำตอบไม่ได้มีเพียงผู้ก่อตั้งและนักลงทุน เพราะพนักงานจำนวนหนึ่งได้รับหุ้นหรือสิทธิในหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน หากบริษัทเติบโต หุ้นเหล่านี้ก็อาจเปลี่ยนจากส่วนหนึ่งของแพ็กเกจเงินเดือน กลายเป็นทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์

ปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอ และกรณีของ แอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทผู้พัฒนา Claude กำลังทำให้เห็นภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2564 โดยอดีตนักวิจัยจาก โอเพนเอไอ (OpenAI) กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหุ้น และมีรายงานว่าอาจตั้งเป้ามูลค่าบริษัทไว้สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ 

หากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เกิดขึ้นตามแผน ตัวเลขนี้จะทำให้แอนโทรปิกกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุน และอาจแซงหน้า สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ซึ่งเพิ่งสร้างสถิติ IPO ด้วยมูลค่าราว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าแอนโทรปิกจะมีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์หรือไม่ คือคำถามที่ว่า เมื่อบริษัทเอไอมีมูลค่ามหาศาล คนที่ทำงานอยู่ในบริษัทจะได้ส่วนแบ่งจากความมั่งคั่งนั้นมากแค่ไหน? โดยแอนโทรปิกมีพนักงานมากกว่า 2,500 คน และคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน แต่บางส่วนยังได้รับหุ้นหรือสิทธิในหุ้นของบริษัท

หากบริษัทเข้าสู่ตลาดด้วยมูลค่าระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ คนกลุ่มนี้จึงอาจกลายเป็น “เศรษฐีจากเอไอ” จำนวนมาก และเรื่องนี้กำลังทำให้แอนโทรปิกต้องกลับมาถามคำถามที่ฟังดูแปลกไม่น้อยกับคนที่อยากเข้ามาทำงานว่า “ถ้าวันหนึ่งบริษัทเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องสำหรับความปลอดภัยของเอไอ แต่การตัดสินใจนั้นทำให้หุ้นของคุณมีมูลค่าเป็นศูนย์ คุณจะรู้สึกอย่างไร?”

การให้หุ้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บริษัทสตาร์ตอัปจำนวนมากใช้วิธีนี้เพื่อดึงดูดคนเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทยังไม่ได้มีมูลค่าสูงมาก เหตุผลก็ตรงไปตรงมา หากบริษัทประสบความสำเร็จ หุ้นที่พนักงานได้รับก็อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้น พนักงานคนหนึ่งอาจได้รับเงินเดือนหลักแสนดอลลาร์ต่อปี

ขณะเดียวกันก็มีหุ้นบริษัทเป็นสินทรัพย์อีกก้อนหนึ่งที่อาจมีมูลค่ามากกว่าเงินเดือนหลายปีรวมกัน นี่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างเศรษฐีจากพนักงานของตัวเองได้ และในยุคเอไอ กลไกนี้กำลังถูกขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามมูลค่าของบริษัท

แอนโทรปิกเองกำลังจ่ายเงินเดือนในระดับสูงเพื่อดึงคนเข้าสู่บริษัท ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโส (Staff Software Engineer) มีเงินเดือนพื้นฐานประมาณ 320,000 - 405,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่บริษัทมีตำแหน่งงานเปิดรับมากกว่า 500 ตำแหน่ง แต่ตัวเลขเงินเดือนอาจไม่ใช่ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของแพ็กเกจค่าตอบแทน เพราะสิ่งที่สามารถเปลี่ยนคนทำงานให้กลายเป็นเศรษฐีได้จริงๆ คือ หุ้น

สำนักข่าว Fortune รายงานว่า ความมั่งคั่งที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงานจากการ IPO ครั้งนี้กำลังเป็นสิ่งที่ผู้บริหารแอนโทรปิกให้ความสนใจ ขณะที่สำนักข่าว Axios รายงานว่า บริษัทเพิ่งเพิ่มคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าไปในกระบวนการสัมภาษณ์งาน นั่นสะท้อนว่า เมื่อหุ้นของบริษัทมีโอกาสกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล คำถามเรื่อง “แรงจูงใจของคนทำงาน” ก็เปลี่ยนไปด้วย

สเปซเอ็กซ์แสดงให้เห็นว่า หุ้นสามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีได้

หลังสเปซเอ็กซ์เข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่าประมาณ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ พนักงานทั้งในปัจจุบันและอดีตพนักงานจำนวนมากเห็นมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล คนเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ผู้บริหารระดับสูง แต่รวมถึงโปรแกรมเมอร์ ผู้จัดการ และพนักงานสายช่างอย่างช่างเชื่อมด้วย

พนักงานปัจจุบันและอดีตพนักงานสเปซเอ็กซ์ ราว 400 คน ที่ถือหุ้นซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานภาพเดียวกันว่า การ IPO ของสเปซเอ็กซ์สร้างเศรษฐีใหม่หลายพันคนจากพนักงานปัจจุบันและอดีตพนักงาน ขณะที่นักลงทุนในยุคแรกได้รับผลตอบแทนจำนวนมากจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าบริษัท

พูดอีกอย่างคือ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเติบโตจากบริษัทเอกชนไปเป็นบริษัทมหาชน ความมั่งคั่งที่เคยอยู่ในรูป “มูลค่าบนกระดาษ” สามารถถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลได้ และ Wall Street ก็กำลังเตรียมตัวสำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว

ธนาคาร JPMorgan กำลังปรับแนวทางการให้สินเชื่อโดยใช้หุ้นบริษัทเทคโนโลยีเป็นหลักประกัน เพื่อแข่งขันดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ร่ำรวยขึ้นจาก IPO โดยธนาคารกำลังพิจารณาแนวทางเดียวกันกับหุ้นแอนโทรปิก หากบริษัทเข้าตลาดตามคาด เพราะเมื่อคนมีหุ้นมูลค่าหลายสิบหรือหลายร้อยล้านดอลลาร์ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ได้มีแค่การขายหุ้นเพื่อรับเงินสด แต่หุ้นเหล่านั้นสามารถถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินและจัดการความมั่งคั่งต่อได้

ดังนั้น IPO ของบริษัทเอไอจึงไม่ได้สร้างแค่บริษัทที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ยังสร้าง คนกลุ่มใหม่ที่มีความมั่งคั่งมหาศาลจากการถือหุ้นบริษัทเหล่านี้

คำถามเรื่องหุ้นเป็นศูนย์จึงไม่ใช่แค่คำถามสัมภาษณ์งาน

แอนโทรปิกไม่ได้อยากให้คนเข้ามาทำงานเพราะหวังเพียงเงิน บริษัทวางภาพตัวเองแตกต่างจากบริษัทเอไอรายอื่นมาตั้งแต่ต้น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเอไอ และมองว่าการพัฒนาเอไอขั้นสูงควรคำนึงถึงประโยชน์ระยะยาวของมนุษย์

ดังนั้น แอนโทรปิกจึงมีสถานะเป็น Public Benefit Corporation และวาง “ภารกิจ” ไว้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร แต่ในเวลาเดียวกัน บริษัทกำลังกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และคนที่เข้ามาทำงานก็มีโอกาสได้รับหุ้นซึ่งอาจมีมูลค่ามหาศาล ตรงนี้จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น

ถ้าบริษัททำสิ่งที่ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น พนักงานที่ถือหุ้นก็ได้รับประโยชน์ แต่ถ้าบริษัทตัดสินใจบางอย่างด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของเอไอ และการตัดสินใจนั้นทำให้มูลค่าบริษัทลดลง พนักงานก็อาจสูญเสียความมั่งคั่งไปพร้อมกัน

Axios รายงานว่า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่แอนโทรปิกกำลังถามผู้สมัครงานระหว่างการสัมภาษณ์ด้านวัฒนธรรมองค์กรว่า หากบริษัทตัดสินใจละทิ้งความทะเยอทะยานด้านเอไอด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จนทำให้หุ้นของบริษัทตกลงไปถึงศูนย์ พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร

ผู้สมัครคนหนึ่งที่เล่าประสบการณ์ผ่านเว็บไซต์ Blind โดยไม่เปิดเผยชื่อ ตอบว่า “ฉันพูดตามตรงและบอกว่าไม่ ฉันคงไม่ดีใจถ้าหุ้นมีมูลค่าเป็นศูนย์” แต่เขาก็กล่าวต่อว่า เขาต้องการให้การทำสิ่งที่ดีที่สุดและการรักษาจริยธรรมดำเนินไปพร้อมกับการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน

คำตอบนี้อาจสะท้อนปัญหาที่บริษัทเอไอจำนวนมากกำลังจะต้องเจอในอนาคต เมื่อบริษัทมีมูลค่ามากขึ้น คนในบริษัทก็มีสิ่งให้เสียมากขึ้นเช่นกัน

ผู้สร้างเอไอกังวลว่า ความมั่งคั่งจากเอไออาจกระจุกตัวมากเกินไป

ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของแอนโทรปิกเคยแสดงความกังวลว่า แรงจูงใจทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมากอาจทำให้บริษัทดึงดูดคนที่สนใจ “เงิน” มากกว่าภารกิจของบริษัท

นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะตัวอโมเดอีเองก็เป็นหนึ่งในคนที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของแอนโทรปิกมากที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เป็นคนที่ออกมาเตือนเรื่องความมั่งคั่งกระจุกตัวจากเอไออย่างชัดเจน

ในบทความ The Adolescence of Technology ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นปี 2569 อโมเดอี เขียนว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ “ระดับของการกระจุกตัวของความมั่งคั่งที่จะทำลายสังคม” เขาและผู้ร่วมก่อตั้งแอนโทรปิก อีก 6 คน รวมถึง แดเนียลา อโมเด (Daniela Amodei) น้องสาวของเขา จึงให้คำมั่นว่าจะบริจาค 80% ของความมั่งคั่ง ของตัวเอง

อโมเดอียังเขียนว่า คนที่มีความมั่งคั่งมีหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และวิจารณ์ท่าทีของคนร่ำรวยบางส่วนในวงการเทคโนโลยีที่มองว่าการทำบุญหรือการบริจาคไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นพร้อมกันสองด้าน บริษัทเอไออาจกำลังสร้างความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกันผู้นำของบริษัทเดียวกันก็กังวลว่าความมั่งคั่งนั้นอาจกระจุกตัวมากเกินไป

Reuters รายงานว่า แอนโทรปิกอาจนำเสนอแก่นักลงทุนว่า บริษัทมองเห็นตลาดที่สามารถเข้าไปแข่งขันได้ หรือ Total Addressable Market (TAM) มากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าแอนโทรปิกจะมีรายได้ 30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เป็นการประเมินขนาดของตลาดทั้งหมดที่บริษัทเชื่อว่าเอไอสามารถเข้าไปสร้างรายได้จากงานต่างๆ ได้ หากสามารถเข้าถึงตลาดเหล่านั้นได้เต็มที่

Wall Street จึงไม่ได้กำลังประเมินแอนโทรปิกจากรายได้ที่บริษัทมีอยู่ในวันนี้เท่านั้น แต่กำลังประเมินว่า เอไอจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนในเศรษฐกิจอนาคต

นี่เป็นเหตุผลที่บริษัทเอไอสามารถมีมูลค่าหลายแสนล้านหรือหลายล้านล้านดอลลาร์ ทั้งที่เทคโนโลยีจำนวนมากยังอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาตลาด และเมื่อมูลค่าอนาคตถูกสะท้อนเข้ามาในราคาหุ้น ความมั่งคั่งของคนที่ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแอนโทรปิกอาจเป็นภาพของเศรษฐกิจเอไอในวงกว้าง

ถ้ามองจากกรณีของแอนโทรปิกเพียงบริษัทเดียว เรื่องนี้อาจดูเหมือนเรื่องของพนักงานบริษัทเอไอแห่งหนึ่งที่กำลังจะรวยจากหุ้น แต่เมื่อมองไปยังสเปซเอ็กซ์ และบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น ภาพที่ใหญ่กว่าก็เริ่มปรากฏขึ้น

บริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วสามารถสร้างคนกลุ่มใหม่ที่มีความมั่งคั่งสูงจากหุ้น พวกเขาอาจเป็นวิศวกร นักวิจัย โปรแกรมเมอร์ ผู้จัดการ หรือแม้แต่พนักงานสายปฏิบัติการที่ได้รับหุ้นตั้งแต่บริษัทอยู่ในช่วงเริ่มต้น จากนั้นความมั่งคั่งดังกล่าวก็สามารถไหลต่อไปยังตลาดการเงิน หุ้นถูกขายและเปลี่ยนเป็นเงินสด หุ้นถูกใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงิน เงินถูกนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในบริษัทใหม่ หรือกลับเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเอไออีกครั้ง

ดังนั้น การสร้างเศรษฐีจากเอไอไม่ได้จบลงเมื่อหุ้นขึ้นราคา แต่มันสามารถกลายเป็นวงจรการสร้างและสะสมทุนรอบใหม่ และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ประเด็น “ใครเป็นเจ้าของเอไอ” สำคัญไม่แพ้คำถามว่า “เอไอทำอะไรได้บ้าง” เพราะหากเอไอกลายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล คนที่เป็นเจ้าของบริษัทและถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็จะได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เกิดขึ้น ส่วนคนที่ไม่ได้ถือหุ้น ก็อาจอยู่ในอีกฝั่งหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้

“ถ้าหุ้นเป็นศูนย์ คุณจะยังเลือกภารกิจของบริษัทหรือไม่” ในอีกบริบทหนึ่ง นี่อาจเป็นเพียงคำถามสัมภาษณ์เพื่อดูว่าผู้สมัครเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่ แต่สำหรับบริษัทที่กำลังถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

คำถามนี้มีน้ำหนักมากกว่าเดิม เพราะหุ้นที่อาจมีมูลค่ามหาศาลไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจออีกต่อไป มันอาจหมายถึงบ้าน เงินเก็บ การลงทุน หรืออนาคตทางการเงินของคนที่ถือมัน และเมื่อบริษัทกำลังเติบโตจนสามารถสร้างเศรษฐีจากพนักงานได้เป็นจำนวนมาก ภารกิจของบริษัทกับผลประโยชน์ทางการเงินของคนในบริษัทก็ยิ่งเชื่อมโยงกันแน่นขึ้น

แอนโทรปิกจึงไม่ได้กำลังเผชิญเพียงคำถามว่า จะสร้างเอไอที่ปลอดภัยได้อย่างไร แต่ยังต้องตอบคำถามอีกข้อว่า เมื่อเอไอสร้างความมั่งคั่งมหาศาลขึ้นมา ใครควรได้เป็นเจ้าของความมั่งคั่งนั้น และความมั่งคั่งนั้นจะถูกกระจายออกไปถึงคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร

อ้างอิง: Fortune Axios และ Reuters